Press "Enter" to skip to content

หมวดหมู่: ภาคใต้

เกาะปันหยี ท่องเที่ยวไทย สถานที่ท่องเที่ยวสุดฮอต ที่ต้องไปเยือน

เกาะปันหยี ตั้งอยู่ที่บ้านท่าด่าน ตำบลเกาะปันหยี อำเภอเมือง จังหวัดพังงา เป็นหมู่บ้านของชาวมุสลิมกลางน้ำ ซึ่งมีมายาวนานมากกว่า 200 ปี

เกาะปันหยี ชาวบ้านยังคงใช้วิถีชีวิตแบบชาวเลแท้ ๆ ภายในเกาะมีบ้านเรือนของชาวบ้าน ที่สร้างขึ้นจากวัสดุธรรมชาติ มีมัสยิด รวมทั้งสนามฟุตบอลขนาดเล็กของเด็ก ๆ ในหมู่บ้าน นอกจากนักท่องเที่ยวจะได้ชื่นชมวิถีชีวิตอันเรียบง่ายแล้ว ยังจะได้ลิ้มลองอาหารทะเลสดใหม่ อาหารพื้นเมือง พร้อมทั้งเลือกซื้อสินค้าแฮนด์เมดของชาวบ้านอีกด้วย

ป็นเกาะหมู่บ้านชาวประมงในจังหวัดพังงา ประเทศไทย เกาะแห่งนี้เป็นเกาะที่เริ่มก่อสร้างโดยชาวประมงของอินโดนีเซียที่อพยพเข้ามา บนเกาะมี 360 ครอบครัวประชากรประมาณ 1,685 คน[1]ชาวบ้านส่วนใหญ่เป็นชาวมุสลิมที่นี้มีสนามฟุตบอลลอยน้ำซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากฟุตบอลโลก 1986 รวมถึงมีทีมฟุตบอลปันหยีซึ่งเป็นสโมสรเยาวชนที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในภาคใต้ของประเทศไทยใน พ.ศ. 2554 ในเวลาต่อมาธนาคารทหารไทยได้นำเรื่องราวของทีมไปทำภาพยนตร์สั้น

เกาะปันหยี

เริ่มมีการมาตั้งถิ่นฐานบนเกาะนี้เมื่อปลายศตวรรษที่ 18 โดยชาวประมงมาเลย์ที่เร่ร่อน[3] เกาะปันหยีมีชื่อในภาษามาเลย์ว่า Pulau Panji ในสมัยนั้นกฎหมายจำกัดความเป็นเจ้าของที่ดินกับคนที่มีสัญชาติไทยเพียงอย่างเดียวจึงทำให้ต้องปันเสาเข็มลงบนทะเลเพื่อสร้างบ้านเรือน ต่อมาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวที่กำลังเติบโตในประเทศไทยได้เพิ่มความมั่งคั่งให้กับชุมชน จึงได้เริ่มการสร้างแหล่งน้ำจืดและมัสยิดบนเกาะ

นปลายศตวรรษที่ 20 คนในชุมชนรู้สึกว่าการดำรงชีวิตด้วยอุตสาหกรรมการประมงอย่างเดียวนั้นเริ่มเป็นเรื่องที่ยากทำให้บุรุษไปรษณีย์ได้มีการเสนอให้เชิญชวนนักท่องเที่ยวเข้ามาในหมู่บ้านเพื่อสร้างรายได้ให้กับประชาชน ปัจจุบันเกาะนี้กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวหลักของทัวร์อ่าวพังงา ที่นี้เป็นจุดแวะชิมอาหารยอดนิยมเนื่องจากมีร้านอาหารทะเลรวมทั้งแผงขายของที่ระลึกต่าง ๆ เป็นจำนวนมาก นอกจากนี้ยังมีสถานที่ ๆ น่าสนใจอย่างสนามฟุตบอลลอยน้ำ

ขอบคุณแหล่งที่มา https://th.wikipedia.org/…

ถ้ำมรกต ความมหัศจรรย์กลางทะเลตรังสถานที่ท่องเที่ยวสุดฮอต ที่ต้องไปเยือน

ถ้ำมรกต หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่าถ้ำน้ำ ตั้งอยู่บริเวณเกาะมุก มีความยาวทั้งหมด 80 เมตร ที่นี่ถือเป็นถ้ำน้ำทะเลที่มีความงดงามตระการตาอย่างมาก

ถ้ำมรกต  จากปากทางเข้าถ้ำซึ่งเป็นโพรงเล็ก ๆ จะเข้า-ออกได้เฉพาะช่วงน้ำลงเท่านั้น ปากถ้ำเป็นโพรงเล็ก ๆ การเข้า-ออกจะต้องลอยคอในน้ำ ลอดถ้ำอันมืดมิดผ่านเส้นทางคดโค้ง ระยะทางจากปากถ้ำเข้าไปประมาณ 80 เมตร เข้าแถวเรียงหนึ่งตามคนนำทาง จับคนข้างหน้าไว้ให้มั่น ไม่งั้นอาจหลงทางได้ เมื่อพ้นปากถ้ำออกมาอีกด้านหนึ่งจะเป็นหายทรายขาวสะอาด น้ำใสน่าเล่น ล้อมรอบด้วยหน้าผาสูงชัน ที่มีท้องฟ้าเป็นหลังคาและผนังแต่งแต้มด้วยลายเขียวของใบไม้

ร้อน ๆ แบบนี้ต้องไปท่องเที่ยวพักผ่อนให้ใจเย็นสบาย เพราะฉะนั้น กระปุกดอทคอมเลยขอพาเพื่อน ๆ ไปคลายร้อนกัน ณ สถานที่ที่ได้ชื่อว่าเป็นถ้ำที่มีความงามเป็นอันดับ 2 ของโลก ตั้งอยู่ที่ เกาะมุก จังหวัดตรัง ทางเข้ามีลักษณะเป็นโพรงเล็ก ๆ นักท่องเที่ยวจะต้องใส่ชูชีพลอยคอเข้าไป ใช่แล้ว! เราจะพาไปช กันค่ะ

หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า ถ้ำน้ำ ตั้งอยู่บริเวณ เกาะมุก มีความยาวทั้งหมด 80 เมตร ตามประวัติกล่าวกันว่า…กลุ่มราษฎรท้องถิ่นได้เข้ามา  ครั้งแรกเพื่อหารังนกอีแอ่น เนื่องจากในอดีตถ้ำนี้จะมีนกอีแอ่นอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก และต่อมาโจรสลัดจะนำของที่ปล้นมาได้ ซุกซ่อนไว้ในที่แห่งนี้ระยะหนึ่ง แล้วจึงจะนำของดังกล่าวออกไป เมื่อมองดูรอบ ๆ เหมือนกับเรายืนอยู่ในปล่องขนาดใหญ่ ซึ่งเกิดจากการยุบตัวของหินปูนในอดีต

เป็นถ้ำน้ำทะเลที่มีความงดงามตระการตาอย่างมาก จากปากทางเข้าถ้ำซึ่งเป็นโพรงเล็ก ๆ จะเข้าออกได้เฉพาะช่วงน้ำลงเท่านั้น ปากถ้ำเป็นโพรงเล็ก ๆ การเข้าออกจะต้องลอยคอในน้ำ ลอดถ้ำอันมืดมิดผ่านเส้นทางคดโค้ง ระยะทางจากปากถ้ำเข้าไปประมาณ 80 เมตร เข้าแถวเรียงหนึ่งตามคนนำทาง จับคนข้างหน้าไว้ให้มั่น ไม่งั้นอาจหลงทางได้

ถ้ำมรกต

เมื่อพ้นปากถ้ำออกมาอีกด้านหนึ่งจะเป็นหายทรายขาดสะอาด น้ำใสน่าเล่น ล้อมรอบด้วยหน้าผาสูงชัน ที่มีท้องฟ้าเป็นหลังคา และผนังแต่งแต้มด้วยลายเขียวของใบไม้ โพรงที่ลอดเข้า จะอยู่ทางด้านทิศตะวันตกของตัวเกาะ ยาวแสงอาทิตย์ทำมุมพอเหมาะ ทั้งเกาะและเวิ้งถ้ำก็พลันกลายเป็นสีเขียวมรกตงดงาม ประหนึ่งจิตรกรรมแห่งธรรมชาติ ที่ได้บรรจงสร้างให้มวลมนุษย์ได้ชื่นชม

เกาะมุก มิใช่มีเพียง  เท่านั้น แต่ทางด้านฝั่งตะวันออกยังมีชายหาดที่สวยงาม บริเวณแหลม ๆ ทางด้านทิศตะวันออก เป็นที่อยู่อาศัยของ ชุมชนบ้านเกาะมุก ซึ่งเป็นหมู่บ้านชาวประมง สามารถเดินเที่ยวรอบเกาะได้ ด้ายซ้ายและขวาของแหลมคือ หาดหัวแหลม และ อ่าวพังงา มีหาดทรายขาวละเอียดสวยงาม

วันเวลาที่แนะนำ

ช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการเที่ยว คือ ช่วงที่น้ำขึ้นเต็มที่ในแต่ละวัน เนื่องจากจะเห็นทะเลสาบสีมรกตงดงาม

เวลาที่แสงจะลอดปากปล่องลงมา คือ ระหว่าง 10.00 – 14.00 น. ซึ่งการลอดถ้ำสามารถทำได้ตลอดเวลา

เดือนที่เหมาะสมในการท่องเที่ยว คือ ระหว่างเดือนพฤศจิกายนถึงต้นเดือนพฤษภาคม เพราะเป็นเวลาน้ำลง เพื่อมุดเข้าได้

การเดินทาง

1. จากจังหวัดตรังใช้ทางหลวงหมายเลข 403 ผ่านอำเภอกันตัง สู่บ้านหาดยาว มีเรือออกไปเที่ยวและดำน้ำดูปะการังทุกวัน ที่ท่าเรือบ้านหาดยาว

2. จากจังหวัดตรังเดินทางสู่ท่าเรือหาดปากเมง แล้วเช่าเหมาเรือไปเที่ยได้ ใช้เวลาเดินทาง 40 นาที

ทั้งนี้ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อที่ ททท.สำนักงานตรัง โทรศัพท์ 0 7521 5867 และ 07 521 1058

ขอบคุณแหล่งที่มา https://travel.kapook.com/…

เกาะรอก ราชินีแห่งอันดามัน หลอกให้หลงรักจนยากจะลืม

เกาะรอก ชาชินีแห่งอันดามัน อีกหนึ่งสถานที่เที่ยวทะเลกระบี่น่าไปเยือน ซึ่ง  ภูเก็ต ไม่ห่างกัน

เกาะรอก ถ้าพักที่ภูเก็ตก็จะสะดวกนั่งเรือต่อเดียว แล้วค่อยมาแวะดำน้ำแบบชิล ๆ สบาย ๆ

ผู้ครองฉายาราชินีแห่งอันดามัน ด้วยธรรมชาติทั้งป่าเขาบนเกาะและธรรมชาติใต้ท้องทะเลยังคงมีความอุดมสมบูรณ์อย่างมาก มีหาดทรายขาวสะอาดโดดเด่น น้ำทะเลเป็นสีฟ้าใส สามารถมองเห็นใต้ทะเลได้อย่างชัดเจน อีกทั้งยังมีแนวปะการังหลากสีสัน ที่นี่จึงกลายเป็นจุดดำน้ำยอดนิยมสำหรับคนรักการดำน้ำ นอกจากนี้บนเกาะมีเพียงที่พักของอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะลันตาเท่านั้น จึงทำให้บรรยากาศบนเงียบสงบ เป็นดั่งสวรรค์น้อย ๆ ที่จะทำให้คุณได้พักผ่อนกับทะเลอย่างเต็มที่ คุณ Mr Napat สมาชิกเว็บไซต์พันทิปดอทคอม เป็นหนึ่งคนที่ต้องยกใจให้กับ เขาได้บันทึกการเดินทางไปเที่ยวด้วยภาพถ่ายที่สวยงาม และบ่งบอกได้ว่าทริปนี้เขาประทับใจเกาะรอกมากมายแค่ไหน ถ้าไม่อยากเสียโอกาสในการรู้จักเกาะรอก เราไปดูบันทึกการเดินทางของคุณ Mr Napat กันเลยค่ะ

เกาะรอก

เริ่มที่การเดินทางก่อนอันดับแรกครับ
สิ่งที่สำคัญที่สุดในการเดินทางไปเที่ยว คือ ต้องพักที่ภูเก็ตครับ ถ้าถามว่าทำไมต้องภูเก็ต มาฟังเหตุผลกัน

1.เป็นการเดินทางที่สะดวกที่สุด นั่งเรือต่อเดียวถึงเลย
2.สะดวกในการเที่ยวสถานที่อื่น เช่น แหลมพรหมเทพ เมืองเก่า ชิโนโปรตุกีส
3.ที่พัก ร้านอาหาร ร้านขนม มีให้เลือกมากมาย
4.ทัวร์ดำน้ำ ข้อนี้ก็สำคัญนะครับ เพราะเป็นเรื่องแรก ๆ ที่จะสร้างความประทับใจตลอดทริปของเรา ทั้งเรื่องการเดินทาง อาหาร การดูแลเอาใจใส่ และการบริการ

าคุณเลือกเดินทางแบบผมก็นั่งเรือต่อเดียวเลยครับ แต่ถ้าเลือกนั่งจากฝั่งท่าเรือบ้านศาลาด่าน คุณต้องระวังในเรื่องของการเดินทางและซื้อทัวร์ดี ๆ นะครับ เพราะผู้ประกอบการส่วนมากเป็นชาวต่างชาติจะบอกรายละเอียดไม่หมด ลองอ่านดูนะครับ ผมไปเจอมาตอนหาข้อมูลเรื่องการเดินทาง

ก่อนวันเดินทาง ทางเลิฟอันดามันจะโทรมาคอนเฟิร์มรถตู้ในการรับ-ส่ง จะโทรมาช่วงเย็น ๆ ช่วงนั้นเป็นเวลาที่ผมพาลูกสาวไปเล่นน้ำ พอกลับมาเห็น miss call 10 กว่าสาย ตกใจนึกว่าใครเป็นอะไร ฮ่า ๆ เลยโทรกลับไป ก็คุยกันนัดสถานที่เวลาเสร็จสรรพเวลา 07.40 แต่ตอนรับจริง ๆ 07.30 นั่งรอในรถ รอแขกท่านอื่นก่อน รถตู้จะใช้เวลาในการเดินทางไปท่าเรือน้ำลึกประมาณ 30 นาที ไปถึงก็ลงทะเบียนเป็นอันดับแรกเพื่อรับริสแบนด์ ครั้งนี้เราได้สีน้ำเงินครับ

ขอบคุณแหล่งที่มา https://travel.kapook.com/…

เกาะกระดาน ความงดงามของท้องทะเลตรัง ผู้หลงรักท้องทะเล

เกาะกระดาน เป็นเกาะที่สวยที่สุดของทะเลตรัง อยู่ทางด้านตะวันตกของเกาะมุกและเกาะลิบง

เกาะกระดาน มีเนื้อที่ 600 ไร่ ซึ่ง 5 ใน 6 ส่วนของเกาะนี้อยู่ในความรับผิดชอบของอุทยานแห่งชาติหาดเจ้าไหม ที่เหลือเป็นของเอกชน เกาะกระดาน มีชายหาดที่มีทรายขาวละเอียดและน้ำทะเลใสจนมองเห็นแนวปะการัง ซึ่งเป็นปะการังน้ำตื้น ตลอดจนฝูงปลาหลากสีหลายพันธุ์

อีกทั้งรอบเกาะกระดานมีชายหาดอยู่ 4 แห่ง ได้แก่ ชายหาดเกาะกระดาน เป็นที่ตั้งของหน่วยพิทักษ์อุทยานฯ อยู่ทางทิศตะวันออกของเกาะ มีชายหาดขาวยาวประมาณ 2 กิโลเมตร บริเวณด้านหน้าของชายหาด นักท่องเที่ยวนิยมมาดำน้ำดูปะการัง ซึ่งยาวตลอดแนวชายหาด จากชายหาดสามารถมองเห็นเกาะลิบง เกาะแหวน เกาะมุก และเกาะเชือก และยังสามารถชมพระอาทิตย์ขึ้นได้อีกด้วย, ชายหาดอ่าวช่องลม

ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของเกาะ อยู่เหนือที่ทำการพิทักษ์อุทยานฯ ห่างไปประมาณ 800 เมตร สามารถเดินเท้าขึ้นเนินไปชมดวงอาทิตย์ตก มองเห็นเกาะรอกได้อย่างชัดเจน

ชายหาดอ่าวเนียง ตั้งอยู่ทางทิศใต้ของที่ทำการหน่วยพิทักษ์อุทยานฯ เป็นหาดทรายขาวยาวประมาณ 800 เมตร ด้านหน้าชายหาดนักท่องเที่ยวนิยมดำน้ำดูปะการัง ซึ่งมีตลอดแนวชายหาด จากชายหาดนี้สามารถมองเห็นเกาะลิบงได้ และชายหาดสุดท้าย อ่าวไผ่ ตั้งอยู่ทางทิศเหนือของที่ทำการหน่วยพิทักษ์อุทยานฯ เป็นหาดทรายขาวยาวประมาณ 200 เมตร ด้านหน้าของชายหาดไม่มีแนวปะการัง สามารถมองเห็นเกาะเชือก เกาะแหวน เกาะมุก สามารถชื่นชมกับดวงอาทิตย์ตกได้สวยงาม จุดเด่นของเกาะกระดาน คือ ชายหาดที่มีทรายขาว ละเอียดเหมือนแป้งและน้ำใสจนเห็นแนว ปะการังซึ่งทอดยาวจากชายหาดด้านเหนือถึงชายฝั่งด้านหลัง

เกาะมีอ่าวเล็ก ๆ มีคลื่นลูกโต ๆ เป็นระลอกๆ เหมาะสำหรับการเล่นกระดานโต้คลื่น

เกาะกระดาน

สำหรับการเดินทางไปท่องเที่ยวเกาะกระดาน สามารถทำได้ทั้งเหมาเรือไปเอง หรือไปกับทัวร์แบบ One Day Trip (4 เกาะ ได้แก่ เกาะเชือก เกาะม้า ถ้ำมรกต (เกาะมุก) และเกาะกระดาน) ราคาอยู่ที่ประมาณ 750-900 บาท สามารถติดต่อสอยถามได้ที่บริเวณท่าเรือควนตุงกู ท่าเรือปากเมง หรือท่าเรือเจ้าไหม

บนเกาะมีที่พักบริการนักท่องเที่ยว ทั้งของกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่า และพันธุ์พืช และของเอกชน ได้แก่ เกาะกระดานบีชรีสอร์ท เป็นรีสอร์ทที่ตั้งอยู่บนเกาะกระดาน มีบริการที่พักและร้านอาหารสำหรับนักท่องเที่ยว รวมไปถึงบริการท่องเที่ยวทะเลตรังและแพ็กเกจทัวร์ ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ kradanbeachresort.com, The Sevenseas Resort ที่พักตากอากาศริมทะเลสุดหรู แวดล้อมด้วยธรรมชาติทั้งจากท้องทะเลและป่าไม้นานาชนิด ซึ่งเข้ากันได้อย่างลงตัว อีกทั้งยังมีสิ่งอำนวยความสบายครบครัน ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ sevenseasresorts.com และ เฟซบุ๊ก THE SEVENSEAS RESORT และ กระดานไอร์แลนด์รีสอร์ท

ตั้งอยู่ริมชายหาดอ่าวไผ่ ทางทิศเหนือของที่ทำการหน่วยพิทักษ์อุทยานฯ บริการบ้านพักสไตล์กระต๊อบเรียบง่าย อิงแอบกับธรรมชาติ ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ kradanisland.com

ทั้งนี้ สำหรับใครที่ยังไม่รู้จะเริ่มต้นการท่องเที่ยวเกาะกระดานแบบไหน หรือจะไปเที่ยวที่ไหนในจังหวัดตรังดี สามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ททท.สำนักงานตรัง 199/2 ถนนวิเศษกล ตำบลทับเที่ยง อำเภอเมือง จังหวัดตรัง โทรศัพท์ 0 7521 5867, 0 7521 1058, 0 7521 1085 และ 0 7521 5868 เพราะให้การสนับสนุนนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างประเทศ โดยการให้โบรชัวร์การท่องเที่ยวและสร้างสรรค์สื่อการท่องเที่ยว

ขอบคุณแหล่งที่มา https://travel.kapook.com/…

เกาะตะรุเตา ในอดีตสวรรค์ของนักเดินทาง ผู้หลงรักท้องทะเล

เกาะตะรุเตา  จังหวัดสตูล … ดินแดนของนักโทษการเมืองในอดีต ที่เล่าขานกันว่าเป็นนรกกลางทะเลอันดามัน

เกาะตะรุเตา ทว่าปัจจุบันกลับกลายเป็นสวรรค์ของผู้รักการเดินทางไปเสียแล้ว เหตุเพราะมีทิวทัศน์ที่งดงาม ผืนน้ำใสสีมรกต ทรัพยากรใต้ท้องทะเลก็ยังคงอุดมสมบูรณ์ อีกทั้งยังมีประติมากรรมธรรมชาติที่ “เกาะไข่” และหาดหินบน “เกาะหินงาม” หรือ “เกาะอาดัง เกาะราวี” ที่มีหาดทรายสีขาวนุ่มเนียนละเอียดละออ รวมไปถึงอีกหลายเกาะ หลายอ่าวที่แสนงดงาม จนชาวมลายูเรียกชื่อหมู่เกาะแห่งนี้ว่า “ตะโละเตรา” ในภาษามลายูแปลว่า มีอ่าวมาก เพราะมีเกาะต่าง ๆ อยู่ถึง 50 เกาะ ก่อนจะเพี้ยนมาเป็นคำว่า “ตะรุเตา”

ซึ่งต่อมาได้รับการประกาศให้เป็น “อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะตะรุเตา” เมื่อวันที่ 19 เมษายน พ.ศ.2517 ซึ่งเป็นอุทยานแห่งชาติทางทะเลแห่งแรกของประเทศไทย และด้วยความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติ ภูมิทัศน์ที่งดงาม ทำให้ในปี พ.ศ. 2525 ได้รับยกย่องจากองค์การยูเนสโกให้เป็นอุทยานมรดกแห่งอาเซียน (ASEAN Heritage Parks and Reserves)

นอกจากสภาพธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์แล้ว เกาะตะรุเตายังมีประวัติศาสตร์ที่น่าจดจำ โดยในปี พ.ศ. 2479 รัฐบาลมีนโยบายให้กรมราชทัณฑ์จัดหาสถานที่เพื่อจัดตั้งนิคมฝึกอาชีพ และเป็นสถานที่กักกันนักโทษ เกาะตะรุเตาซึ่งอยู่ห่างไกลจากฝั่ง เต็มไปด้วยปัจจัยทางธรรมชาติที่เป็นอุปสรรคต่อการหลบหนี ก็ได้ถูกกำหนดให้เป็นสถานที่จัดตั้งนิคมดังกล่าว มีการจัดสร้างอาคารที่ทำการ บ้านพักของผู้คุม เรือนนอนนักโทษ และโรงฝึกอาชีพขึ้นที่อ่าวตะโละวาว และอ่าวตะโละอุดัง

เกาะตะรุเตา

ในปี พ.ศ.2481 นักโทษชุดแรกจำนวน 500 คนก็ได้เดินทางมายังตะรุเตา และทยอยเข้ามาอีกเรื่อย ๆ จนมีนักโทษเพิ่มขึ้นสูงสุดถึง 3,000 คน และในช่วงปี พ.ศ.2482 รัฐบาลได้ส่งนักโทษการเมือง 70 คน ซึ่งเป็นกลุ่มนักโทษจากเหตุการณ์กบฏบวรเดชและกบฏนายสิบ มากักบริเวณอยู่ที่อ่าวตะโละอุดัง จากนั้นในปี พ.ศ.2484 สงครามโลกครั้งที่ 2 ที่อุบัติขึ้นได้ส่งผลกระทบต่อนิคมฝึกอาชีพตะรุเตา เนื่องจากเกิดภาวะขาดแคลนอาหาร และยารักษาโรค นักโทษเจ็บป่วยล้มตายลงเป็นจำนวนมาก ผู้คุมและนักโทษจำนวนหนึ่งจึงได้ออกปล้นสะดมเรือสินค้าที่ผ่านไปมาในน่านน้ำบริเวณช่องแคบมะละกา จนทำให้เรือสินค้าไม่กล้าล่องเรือผ่านมาในบริเวณนั้น

ต่อมาในปี พ.ศ.2489 รัฐบาลอังกฤษซึ่งปกครองมลายูอยู่ในขณะนั้น ได้ขออนุญาตจากรัฐบาลไทยในการส่งกองกำลังเข้าปราบปรามโจรสลัดตะรุเตาจนสำเร็จ ต่อมากรมราชทัณฑ์ได้ประกาศยกเลิกนิคมฝึกอาชีพตะรุเตา และหลังจากนั้นเกาะตะรุเตาก็ถูกทิ้งร้างเป็นเวลา 26 ปี จนกระทั่งได้ประกาศจัดตั้งอุทยานแห่งชาติตะรุเตาขึ้น และกลับมาเลืองชื่อลือนามเรื่องความงดงามอีกครั้งหนึ่ง

ขอบคุณแหล่งที่มา https://travel.kapook.com/…

หมู่เกาะพีพี สถานที่ท่องเที่ยวสุดฮอต ที่ต้องไปเยือนเที่ยวกระบี่

หมู่เกาะพีพี  กระบี่…เมืองชายทะเลในฝัน งดงามด้วยหาดทรายสีขาว น้ำทะเลใส ๆ

หมู่เกาะพีพี ปะการังแสนสวย ถ้ำโตรกชะโงกผา และหมู่เกาะน้อยใหญ่กว่า 100 เกาะ รวมกันเป็นมนตร์เสน่ห์ที่สร้างความประทับใจให้แก่นักท่องเที่ยวที่มาเยือนจังหวัดกระบี่

ทว่ามาเยือนกระบี่ทั้งทีหากใครไม่ได้ไปเที่ยวก็เหมือนมาไม่ถึงกระบี่นะคะ ถ้าอย่างนั้นกระปุกดอทคอมจะพาเพื่อน ๆ ไปทำความรู้จักกับ “หมู่เกาะพีพี” กันให้มากขึ้น เผื่อวันไหนมีโอกาสได้ไปจะได้นำไปเป็นข้อมูลวางแผนโปรแกรมในการท่องเที่ยวได้ค่ะเป็นหมู่เกาะกลางทะเล อยู่ห่างจากอำเภอเมือง 42 กิโลเมตร เดิมชาวทะเลเรียกหมู่เกาะนี้ว่า “ปูเลาปิอาปิ” คำว่า “ปูเลา” แปลว่า เกาะ คำว่า “ปิอาปิ” แปลว่า ต้นไม้ทะเลชนิดหนึ่งจำพวกแสม และโกงกาง ต่อมาเรียกว่า “ต้นปีปี” ซึ่งภายหลังกลายเสียงเป็น “พีพี” ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นอาณาจักรแห่งบุปผาใต้สมุทร นักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวหมู่เกาะนี้ ส่วนใหญ่มาเพื่อดำน้ำดูปะการัง ดอกไม้ทะเล และปลาหลากสีที่มีสีสันสวยงาม นอกจากนี้ยังมีเกาะต่าง ๆ ที่อยู่ระหว่างเส้นทางเดินเรือกระบี่

เริ่มกันที่ “เกาะพีพีดอน” มีพื้นที่ประมาณ 28 ตารางกิโลเมตร จุดเด่นของเกาะคือเวิ้งอ่าวคู่ที่มีความสวยงามติดอันดับโลกของ “อ่าวต้นไทร” และ “อ่าวโละดาลัม” ทั้งนี้อ่าวต้นไทรเป็นที่ตั้งของท่าเรือเกาะพีพีและมีสถานที่พักและร้านค้าจำนวนมาก จากอ่าวต้นไทรสามารถเดินขึ้นเขาไปยังจุดชมวิวที่สามารถมองเห็นเวิ้งอ่าวคู่ได้ อย่างไรก็ตามเกาะพีพีดอนยังมีหาดทรายและอ่าวที่สวยงามกระจายอยู่รอบเกาะ บางแห่งมีที่พักบริการ เช่น หาดแหลมหิน หาดยาว อ่าวโละบาเกา

หมู่เกาะพีพี

มีพื้นที่เพียง 6.6 ตารางกิโลเมตร เป็นเกาะที่เต็มไปด้วยภูเขาหินปูน มีหน้าผาสูงชันตั้งฉากกับผิวทะเลโดยรอบเกือบทั้งเกาะ มีพื้นน้ำลึกเฉลี่ยประมาณ 20 เมตร มีบริเวณน้ำลึกที่สุดประมาณ 34 เมตรอยู่ทางตอนใต้ของเกาะ เกาะแห่งนี้มีเวิ้งอ่าวสวยงาม เช่น อ่าวปิเละ อ่าวมาหยา อ่าวโละซามะ

การเดินทางไปเที่ยวหมู่เกาะพีพี นักท่องเที่ยวสามารถที่จะเดินทางไปได้ทั้งจากจังหวัดภูเก็ตและจังหวัดกระบี่ ในส่วนของจังหวัดกระบี่จะมีเรือโดยสารไปยังเกาะพีพีทุกวัน นักท่องเที่ยวสามารถมาขึ้นเรือได้ที่ท่าเรือจิหลาด อำเภอเมืองกระบี่ โดยมีเรือเฟอร์รี่จากท่าเรือจิหลาด-เกาะพีพี 4 รอบ คือ 09.00 น., 10.30 น., 13.30 น. และ 15.00 น. (วันศุกร์จะมีรอบ 16.00 น. เพิ่มอีก 1 รอบ) และเกาะพีพี-ท่าเรือจิหลาด 4 รอบ คือ 09.00 น., 10.30 น., 13.30 น. และ 15.30 น. แต่ละรอบใช้เวลาเดินทางประมาณ 1.30 ชั่วโมง ค่าเดินทางเที่ยวละ 450 / ท่าน

ส่วนการเดินทางจากภูเก็ตมีเรือนำเที่ยวเกาะพีพีแบบเช้าไป-เย็นกลับ นักท่องเที่ยวสามารถติดต่อได้ที่บริษัททัวร์ทั่วไปในตัวเมืองภูเก็ต นอกจากนี้บริเวณอ่าวต้นไทรบนเกาะพีพีดอน ยังมีเรือหางยาวให้เช่าไปเที่ยวตามชายหาดต่าง ๆ รวมถึงเกาะพีพีเลด้วย

สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานกระบี่ โทรศัพท์ 0 7562 2163

ขอบคุณแหล่งที่มา https://travel.kapook.com/…

หมู่เกาะสุรินทร์ สถานที่ท่องเที่ยวสุดฮอต ที่ต้อง ไปเยือน

หมู่เกาะสุรินทร์ ตั้งอยู่ในพื้นที่อำเภอคุระบุรี จังหวัดพังงา เป็นหมู่เกาะที่ตั้งอยู่ในทะเลอันดามัน และอยู่ติดชายแดนประเทศพม่า ห่างจากชายฝั่งทะเลบริเวณท่าเรือคุระบุรี ประมาณ 60 กิโลเมตร

หมู่เกาะสุรินทร์ ประกอบ ด้วยเกาะ 5 เกาะ คือ เกาะสุรินทร์เหนือ เกาะสุรินทร์ใต้ เกาะรี(เกาะสต๊อร์ค) เกาะไข่(เกาะตอรินลา) และเกาะ กลาง(เกาะปาจุมบา) อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสุรินทร์มีเนื้อที่ประมาณ 135 ตารางกิโลเมตร อุทยานแห่งชาติ หมู่เกาะ สุรินทร์เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่โดดเด่นในเรื่องของความสวยงามใต้ทะเล ไม่่ว่าจะเป็น็ปะการังนานาชนิด ทั้งปะการังผักกาก ปะการังโต๊ะ ปะการังสมอง ปะการังนิ้วมือ ปะการังเขากวาง ปะการังอ่อน ดอกไม้ทะเล และ กัลปังหา ฯลฯ นอกจากนี้ยังมีปลาทะเลที่สวยงามมากมาย เช่น

หมู่เกาะสุรินทร์

ปลานกแก้ว ปลานกขุนทอง ปลาสินสมุทรปลา ผีเสื้อ เทวรูป ปลาสิงโต เป็นต้น ปละยังพบสัตว์น้ำทะเลที่หายาก เช่น เต่าทะเล ฉลาวาฬ ปลากระเบนราหู กุ้งมังกร นอกจากนี้ อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสุรินทร์ ยังมีทรัพยากรป่าไม้ที่อุดมสมูรณ์อย่างมาก โดยมากประกอบด้วย ป่าใหญ่ 3 ประเภท คือ ป่าดงดิบที่ขึ้นอยู่ทั่วเขา ป่าประเภทนี้จะมีไม้ยืนต้นขนาดใหญ่มากมาย ไม่ว่าจะเป็น ตะเคียนทอง ยางมะพลับ ประเภทที่ 2 คือ ป่าชายหาด ประกอบด้วย โพกริ่ง กระทิง ตีนเป็ดทะเล สนทะเล จิกเล ปอทะเล โกงกางหูช้าง คันทรง ขาเปี๋ย สำมะงา รักทะเล ปรงทะเล ลำเจียก หญ้าไหวทามเป็นต้น ประเภทที่ 3 คือ ป่าชายเลน ประกอบด้วย โกงกางใบใหญ่ โกงกางใบเล็ก โกงกางหัวสุม ตะบูน ลำแพนหิน ตีนเป็ดทะเล และพืชอิงอาศัยพวกกระแตไต่ไม้และกล้วยไม้บางชนิด

ขอบคุณแหล่งที่มา https://www.paiduaykan.com/

 …

อุทยานแห่งชาติ หมู่เกาะสิมิลัน ถานที่ท่องเที่ยวสุดฮอต ที่ต้องไปเยือน

อุทยานแห่งชาติ ตั้งอยู่ในท้องที่ตำบลเกาะพระทอง อำเภอคุระบุรี จังหวัดพังงา (ที่ทำการอุทยานตั้งอยู่ที่ตำบลลำแก่น อำเภอท้ายเหมือง)

อุทยานแห่งชาติ ครอบคลุมพื้นที่ 80,000 ไร่ หรือ 128 ตารางกิโลเมตร ประกาศเป็นอุทยานแห่งชาติ เมื่อ 1 กันยายน พ.ศ. 2525 คำว่า สิมิลัน เป็นภาษามลายูแปลว่า เก้า หมู่เกาะสิมิลันเป็นหมู่เกาะเล็ก ๆ ในทะเลอันดามัน มี 9 เกาะ เรียงจากเหนือมาใต้คือ เกาะหูยง เกาะปายัง เกาะปาหยัน เกาะเมี่ยง เกาะปายู เกาะหัวกะโหลก เกาะสิมิลัน และเกาะบางู หมู่เกาะสิมิลัน ได้รับการยกย่องว่าเป็นหมู่เกาะที่มีความสวยงามทั้งบนบกและใต้น้ำ มีปะการังที่สวยงามหลายชนิด สามารถดำน้ำได้ทั้งน้ำตื้นและน้ำลึก สามารถพบปลาที่หายาก เช่น วาฬ โลมา ปลาไหลมอเรย์ ช่วงเดือนที่น่าเที่ยวมากที่สุดคือช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนเมษายน นอกจากนั้นจะประกาศปิดเกาะ

อุทยานแห่งชาติ

สิ่งที่น่าสนใจ
เกาะสิมิลัน เกาะแปด
เป็นเกาะที่ใหญ่ที่สุด มีหาดทรายขาวละเอียด ใต้ทะเลมีปะการังหลายชนิด เป็นเกาะที่สามารถดำทั้งน้ำลึกและน้ำตื้น ด้านเหนือของเกาะมีหินขนาดใหญ่ มีลักษณะคล้ายรองเท้าบู๊ต ถัดมาเป็นหินเรือใบ
เกาะบางู เกาะเก้า
เป็นเกาะเล็ก ๆ กองหินคริสต์มาสพอยต์ เป็นกองหินใต้น้ำขนาดใหญ่ มีความสวยงาม
เกาะหัวกะโหลก หินปูซา เกาะเจ็ด
มีลักษณะคล้ายหัวกะโหลก มีหุบเขาใต้น้ำ สามารถพบปะการังอ่อน กัลปังหา สามรถพบปลากระเบนราหู และปลาฉลามวาฬได้มากที่สุดในอุทยาน
เกาะเมี่ยง เกาะสี่
เป็นเกาะที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับสอง เป็นที่ตั้งของหน่วยพิทักษ์อุทยานฯ (มส.1) มีสัตว์ที่หายาก เช่น ปูไก่

ขอบคุณแหล่งที่มา ttps://th.wikipedia.org/…

ล่องแพพะโต๊ะ ดินแดนแห่งภูเขาเขียว แหล่งต้นน้ำหลายสาย ธรรมชาติงามเหลือล้น

ล่องแพพะโต๊ะ สถานที่ท่องเที่ยวที่มีดี..เหมือนคำขวัญประจำจังหวัดชุมพร เป๊ะ! “ดินแดนแห่งภูเขาเขียว เที่ยวล่องแพ แลหมอกปก น้ำตกงาม ลือนามผลไม้”

ล่องแพพะโต๊ะ ล่องแพพะโต๊ะ จังหวัดชุมพร“ดินแดนแห่งภูเขาเขียว เที่ยวล่องแพ แลหมอกปก น้ำตกงาม ลือนามผลไม้” คือ คำขวัญประจำอำเภอพะโต๊ะ ซึ่งเป็นดินแดนที่หลากหลาย อุดมสมบูรณ์ อากาศอันแสนบริสุทธิ์ ทั้งยังมีผืนป่าเป็นแหล่งต้นน้ำหลายสายที่ไหลคดเคี้ยวมาตามขุนเขา บางช่วงเป็นแก่งน้ำขนาดใหญ่ หน่วยอนุรักษ์และจัดการต้นน้ำ พะโต๊ะ จึงได้ส่งเสริมให้จัดกิจกรรมผจญภัยในคลองพะโต๊ะ

ล่องแพพะโต๊ะ

และ “การล่องแพพะโต๊ะ” ตลอดทั้งปี โดยเริ่มตั้งแต่คลองต้นน้ำซึ่งเป็นพื้นที่ป่าสมบูรณ์ ชมสัตว์ป่าที่น่าสนใจ ได้แก่ ค่างแว่นถิ่นใต้ ลิง นกเงือก ซึ่งหากินอย่างอิสระในป่าธรรมชาติริมคลอง จากนั้นชมสวนทุเรียน สวนกาแฟ และสวนมังคุด นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมเดินป่า ชมป่าต้นน้ำ พักค้างแรมแบบแค้มปิ้ง และขี่ช้างเที่ยวป่าชมสวน โดยกิจกรรม “ล่องแพพะโต๊ะ” ได้รับรางวัลดีเด่นอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยจาก ททท. ด้วย…

ล่องใต้เที่ยวสตูล จังหวัดมหัศจรรย์เที่ยวได้ไม่มีเบื่อ เรียบง่าย สงบ

ล่องใต้เที่ยวสตูล “เรียบง่าย สงบ และธรรมชาติบริสุทธิ์” ดูจะเป็นคำนิยาม (ส่วนตัว) ที่ขอมอบให้กับจังหวัดสตูล จังหวัดเล็ก ๆ ที่ยังคงไว้ซึ่งความสวยงามของธรรมชาติและวัฒนธรรมอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว

ล่องใต้เที่ยวสตูล ในครั้งนี้การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ได้พาเรามุ่งหน้าสู่จังหวัดสตูล เพื่อสัมผัสแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติและวิถีชีวิตที่เรียบง่ายของผู้คน แต่สตูลจะมีของดีของเด็ดอะไรซ่อนอยู่บ้างนั้น ตามไปดูกันเลย

ล่องใต้เที่ยวสตูล

 

เยือน “ถ้ำเลสเตโกดอน”

จากปี พ.ศ. 2551 ที่ “ถ้ำเลสเตโกดอน” ตกเป็นข่าวครึกโครมในหน้าหนังสือพิมพ์ หลังจากที่ นายยุทธนันท์ แก้วพิทักษ์ กับเพื่อนอีก 3 คน ได้เดินทางเข้าไปในถ้ำเพื่อจับกุ้งและได้พบกับซากดึกดำบรรพ์ชิ้นหนึ่งเข้าโดยบังเอิญ และเมื่อซากดำบรรพ์ชิ้นนั้นได้รับการพิสูจน์ จึงได้รู้ว่าเป็นซากช้างดึกดำบรรพ์สกุลสเตโกดอน ซึ่งมีชีวิตอยู่ในช่วงสมัยไพลสโตซีน (ประมาณ 1.8 ล้านปีก่อน) ปรากฏการณ์นี้สร้างความพิเศษให้ถ้ำเลสเตโกดอนเป็นหนึ่งในความมหัศจรรย์ทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นในจังหวัดสตูล

เปิดหน้าผจญภัยใน “ถ้ำเลสเตโกดอน”

จุดสังเกตแรกที่ทำให้รู้ว่าเราเดินทางมาถึงถ้ำเลสเตโกดอน (นอกจากป้ายชื่อที่เขียนหน้าทางเข้า) แล้วนั้น เห็นจะเป็นช้างสเตโกดอนที่ยืนเด่นเป็นสง่าอยู่ตรงปากทางเข้าถ้ำ จุดนี้เราจะเห็นเรือคายักที่จอดรอบริการเราอยู่ โดยจะมีกลุ่มชาวบ้านท้องถิ่นรอบริการนำเที่ยวตลอดเส้นทางลอดถ้ำแห่งนี้ บนเรือจะมีอุปกรณ์เสื้อชีพ ไฟฉาย และหมวดกันกระแทก เหล่านี้เป็นอุปกรณ์ป้องกันอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นระหว่างเที่ยวชมถ้ำ โดยคิดค่าบริการ 300 บาทต่อคน (*** ทั้งนี้อาจมีการปรับเปลี่ยนราคาขึ้นภายหลัง) และก่อนที่การผจญภัยของเราจะเริ่มขึ้น เราก็ได้รับคำเตือนจากเจ้าถิ่นที่นี่ว่า “มาเที่ยวที่นี่…ต้องพกจินตนาการมาด้วยนะครับ” ตอนแรกเราก็นึกสงสัยว่ามาเที่ยวถ้ำทำไมต้องใช้จินตนาการขนาดนั้น ไม่ได้มาดูงานศิลปะสักหน่อย เอาเป็นว่าอีกไม่นานคุณก็จะถึงบางอ้อ

 

ล่องเรือเข้ามาในถ้ำไม่นาน เราก็รับรู้ได้ถึงความกว้างใหญ่ของถ้ำที่มีระยะทางยาวรวมกว่า 4 กิโลเมตร แสงนำทางเดียวดูเหมือนจะเป็นไฟฉายคู่ใจที่พกมาก่อนเข้าถ้ำ ทันทีที่แสงของไฟฉายตกกระทบผนังถ้ำ ฉับพลันอดไม่ได้ที่ตะอุทานในใจว่า “โอ้โห !!!” เพราะสิ่งที่เราเห็นตรงหน้าคือเหล่าบรรดาหินงอกหินย้อยที่แตกแขนงเรียงตัวตลอดแนวความยาวของผนังถ้ำ ในขณะที่หูก็ได้ยินเสียงน้ำไหลฟังดูราวกับเสียงดนตรีเป็นท่วงทำนองประกอบการเดินทาง และถ้าลองปิดไฟฉายดูจะพบว่าไม่มีแสงเล็ดลอดเข้ามารบกวนความมืดของถ้ำนี้เลย พายเรือต่อมาไม่นานเราก็เจอกับไฮไลท์จุดแรกคือ “สาวผมแดง” หินย้อยสีแดงขนาดใหญ่ มองดี ๆ จะเหมือนกับผมของผู้หญิงที่ยาวสยาย ใครเห็นเป็นต้องถ่ายภาพเก็บกลับไปทุกคน

 

ตลอดระหว่างการเดินทางภายในถ้ำเลสเตโกดอน ไม่ว่าจะแหงนหน้ามองไปทางไหนเราก็จะพบเห็นแต่ความสวยงามของหินงอกหินย้อยน้อยใหญ่ ที่ส่องประกายระยิบระยับสวยงาม ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานแค่ไหนที่เราตกอยู่ในภวังค์ความสวยงามนั้น จนสะดุ้งตัวอีกทีก็เมื่อตอนได้ยินเสียงเรียกให้ดูอีกหนึ่งจุดไฮไลท์ของถ้ำ ที่ชาวบ้านเรียกกันว่า “แมงกะพรุนยักษ์” ด้วยเพราะรูปร่างของมันดันเหมือนกับแมงกะพรุนในท้องทะเล แต่จะติดตรงที่ว่าเจ้าแมงกะพรุนตัวนี้คงเบื่อน้ำทะเลเลยหนีมาอยู่ในถ้ำ

 

และแล้วก็ถึงบางอ้อ เมื่อพี่ไกด์ท้องถิ่นหยุดเรือให้เราปลดปล่อยจินตนาการไปกับหินงอกหินย้อยหลากหลายรูปทรง บางครั้งเราอดนึกไม่ได้ว่าที่นี่คงเต็มไปด้วยร่องรอยแห่งจินตนาการของผู้คนมากมายที่แวะเวียนมาที่นี่ และคงเป็นสาเหตุนี้หรือเปล่า ? ที่ทำให้ถ้ำแห่งนี้ยังคงสวยงาม คงเป็นเพราะเราต่างไม่อยากให้ใครเข้ามาทำลายจินตนาการของเรา ถึงกระนั้นใช้เวลาอยู่นานกว่าจะเจียระไนจินตนาการตัวเองออกมาบ้าง มองดูแล้วหินบางก้อนก็มีลักษณะคล้ายปลีกกล้วยห้อยลงมา บ้างก็เป็นแท่งเหล็กแหลมลงมาจากเพดานถ้ำ บ้างลดหลั่นเป็นชั้น ๆ คล้ายบันได บ้างก็มีประกายกากเพชรแวววาว ชวนหลงใหลอย่างประหลาด ขอเตือนว่า !!! การมาเที่ยวถ้ำแบบนี้ นักท่องเที่ยวทุกคนพึงระลึกเสมอว่าอย่าเอามือไปจับหินเหล่านี้เด็ดขาด เพราะหินเหล่านี้ยังมีชีวิตอยู่ กว่าจะโชว์ความสวยงามให้เราได้เห็นต้องใช้เวลาเป็นพัน ๆ ปี การเอามือไปแตะเพียงครั้งเดียวนั่นอาจทำให้หินตายลงทันที

โบกมือลา “ถ้ำเลสเตโกดอน”

ทันทีที่เรามองเห็นฝูงค้างคาวเกาะอยู่ที่ผนังถ้ำ เป็นอันรู้กันว่าเรากำลังมาสุดปลายอุโมงค์ถ้ำแล้ว รวมระยะเวลาผจญภัยประมาณหนึ่งชั่วโมงครึ่งถึงสองชั่วโมง (เพราะมีบางช่วงที่น้ำในถ้ำมีความตื้น ทำให้เรือติดสันดอน ช่วงเวลานี้นักท่องเที่ยวจำเป็นต้องใช้วิทยายุทธส่วนตัวปีนป่ายเกาะเกี่ยวหิน เพื่อรอให้พี่ไกด์ยกเรือข้ามสันดอน แล้วค่อยลงเรือต่อไป) ทันทีที่ออกจากถ้ำ เราจะเห็นความสมบูรณ์ของป่าชายเลนตลอดสองฟากฝั่งแม่น้ำ เรานั่งเรือออกจากถ้ำใช้เวลาเดินทางอีกประมาณครึ่งชั่วโมง จนเดินทางถึงท่าเรือโดยสวัสดิภาพ นับเป็นการโบกมือลาถ้ำเลสเตโกดอนอย่างสมบูรณ์ เป็นการผจญภัยเล็ก ๆ ในถ้ำใหญ่ที่สนุกถึงใจทุกย่างก้าว

 

หลงใหลวัฒนธรรมพี่น้องชาวไทยมุสลิมในสตูล

นอกเหนือจากความสวยงามธรรมชาติแบบอันซีนแล้ว ผู้คนตลอดจนวิถีชีวิตความเป็นอยู่ที่นี่ ดูจะอีกสิ่งหนึ่งที่ช่วยสร้างเสน่ห์ให้กับจังหวัดสตูล อย่างที่เรารู้กันดีว่าประชากรในจังหวัดสตูลส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลาม หากแต่ความต่างทางศาสนาไม่ใช่อุปสรรคสำคัญในการอยู่ร่วมกันบนพื้นแผ่นดินไทย ไม่แปลกใจที่พี่น้องชาวมุสลิมที่นี่จะต้อนรับพวกเราด้วยรอยยิ้ม ความเป็นกันเอง และอัธยาศัยที่เรียบง่าย เท่านี้ก็เพียงพอที่จะทำให้แขกผู้มาเยือนอย่างพวกเรารู้สึกอบอุ่นขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก และเมื่อวันที่ 26 กันยายน 2558 ทางจังหวัดสตูลได้จัดงาน “รายานาชาติสตูล 2015” หรือ “Satun Raya Festival 2015” ซึ่งเป็นการร่วมมือกันระหว่างระหว่างเทศบาลเมืองสตูลกับสมาคมส่งเสริมการเสริมการท่องเที่ยวจังหวัดสตูล โดยหวังที่จะใช้งานนี้เป็นช่องทางประชาสัมพันธ์อัตลักษณ์ของชาวไทยมุสลิมที่สวยงามของชาวสตูล และเพื่ออนุรักษ์วัฒนธรรมท้องถิ่นให้อยู่คู่จังหวัดสืบไป

 

อลังการเฉลิมฉลองพี่น้องมุสลิม

ก้าวแรกเมื่อเราเดินเข้าไปในงาน จะต้องเป็นอันสะดุดกับฮิญาบหลากสีสัน ผู้คนที่มาร่วมงานในวันนั้นส่วนใหญ่มีตั้งแต่เด็กจนถึงคนชรา งานนี้ไม่มีใครห่วงตีนกาและริ้วรอยที่ปรากฏบนใบหน้าเลยสักคน เพราะทุกคนต่างพกรอยยิ้มกันมาตั้งแต่บ้าน สีสันของงานคงหนีไม่พ้นขบวนพาเหรดวัฒนธรรม 3 เชื้อชาติ ได้แก่ ไทย มาเลเซีย และอินโดนีเซีย ที่รอตั้งริ้วขบวนเป็นแนวยาว ในฐานะผู้สังเกตการณ์ เราจึงเห็นอากัปกิริยาของผู้คนเหล่านั้นอยู่ห่าง ๆ บ้างก็ดูเหน็ดเหนื่อยเพราะอากาศที่ร้อน บ้างก็ยิ้มไม่หยุด บ้างก็พูดคุยกันเหมือนไม่ได้เจอหน้ากันมานาน แต่ทั้งหมดนี้ทุกคนต่างมีความยินดีที่จะมาร่วมเฉลิมฉลอง ซึ่งเปรียบเสมือนเทศกาลวันขึ้นปีใหม่ของพี่น้องชาวมุสลิม และถือเป็นงานรื่นเริงงานใหญ่งานหนึ่งของจังหวัด

 

เหล่านี้เป็นสิ่งที่สะท้อนให้เราเห็นถึงมิตรภาพพี่น้องมุสลิมชาวไทยและเพื่อนบ้าน ที่ไม่ว่าจะคุณจะเป็นคนเชื้อชาติและศาสนาใดก็ตาม ก็สามารถเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของงานในวันนั้นได้ เพียงแค่คุณเปิดใจรับในความต่าง เท่านี้คุณจะได้สัมผัสวัฒนธรรม ประเพณีอันยิ่งใหญ่งานหนึ่งของพี่น้องชาวไทยมุสลิม อีกทั้งยังเป็นการแสดงให้เห็นถึงศักยภาพทางวัฒนธรรมที่แข็งแรงของจังหวัดสตูลอีกด้วย

 

แสงสีทองกำลังลาลับขอบฟ้า นั่นอาจเป็นสัญญาณเตือนให้เรารู้ว่า เมื่อถึงวันพรุ่งนี้ความสวยงามทั้งหมดที่เราพบเจอในวันนี้จะกลายเป็นความทรงจำ แต่อย่างน้อยที่สุด…เสี้ยวหนึ่งในความทรงจำของเราก็ถูกเมมโมรี่ไว้ว่า “สตูล” เป็นเพชรเม็ดงามอีกเม็ดหนึ่งของภาคใต้ฝั่งอันดามัน อันเป็นจุดหมายปลายทางท่องเที่ยวที่จะไม่มีวันเสื่อมคลาย…