Press "Enter" to skip to content

เดือน: ธันวาคม 2018

ล่องใต้เที่ยวสตูล จังหวัดมหัศจรรย์เที่ยวได้ไม่มีเบื่อ เรียบง่าย สงบ

ล่องใต้เที่ยวสตูล “เรียบง่าย สงบ และธรรมชาติบริสุทธิ์” ดูจะเป็นคำนิยาม (ส่วนตัว) ที่ขอมอบให้กับจังหวัดสตูล จังหวัดเล็ก ๆ ที่ยังคงไว้ซึ่งความสวยงามของธรรมชาติและวัฒนธรรมอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว

ล่องใต้เที่ยวสตูล ในครั้งนี้การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ได้พาเรามุ่งหน้าสู่จังหวัดสตูล เพื่อสัมผัสแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติและวิถีชีวิตที่เรียบง่ายของผู้คน แต่สตูลจะมีของดีของเด็ดอะไรซ่อนอยู่บ้างนั้น ตามไปดูกันเลย

ล่องใต้เที่ยวสตูล

 

เยือน “ถ้ำเลสเตโกดอน”

จากปี พ.ศ. 2551 ที่ “ถ้ำเลสเตโกดอน” ตกเป็นข่าวครึกโครมในหน้าหนังสือพิมพ์ หลังจากที่ นายยุทธนันท์ แก้วพิทักษ์ กับเพื่อนอีก 3 คน ได้เดินทางเข้าไปในถ้ำเพื่อจับกุ้งและได้พบกับซากดึกดำบรรพ์ชิ้นหนึ่งเข้าโดยบังเอิญ และเมื่อซากดำบรรพ์ชิ้นนั้นได้รับการพิสูจน์ จึงได้รู้ว่าเป็นซากช้างดึกดำบรรพ์สกุลสเตโกดอน ซึ่งมีชีวิตอยู่ในช่วงสมัยไพลสโตซีน (ประมาณ 1.8 ล้านปีก่อน) ปรากฏการณ์นี้สร้างความพิเศษให้ถ้ำเลสเตโกดอนเป็นหนึ่งในความมหัศจรรย์ทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นในจังหวัดสตูล

เปิดหน้าผจญภัยใน “ถ้ำเลสเตโกดอน”

จุดสังเกตแรกที่ทำให้รู้ว่าเราเดินทางมาถึงถ้ำเลสเตโกดอน (นอกจากป้ายชื่อที่เขียนหน้าทางเข้า) แล้วนั้น เห็นจะเป็นช้างสเตโกดอนที่ยืนเด่นเป็นสง่าอยู่ตรงปากทางเข้าถ้ำ จุดนี้เราจะเห็นเรือคายักที่จอดรอบริการเราอยู่ โดยจะมีกลุ่มชาวบ้านท้องถิ่นรอบริการนำเที่ยวตลอดเส้นทางลอดถ้ำแห่งนี้ บนเรือจะมีอุปกรณ์เสื้อชีพ ไฟฉาย และหมวดกันกระแทก เหล่านี้เป็นอุปกรณ์ป้องกันอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นระหว่างเที่ยวชมถ้ำ โดยคิดค่าบริการ 300 บาทต่อคน (*** ทั้งนี้อาจมีการปรับเปลี่ยนราคาขึ้นภายหลัง) และก่อนที่การผจญภัยของเราจะเริ่มขึ้น เราก็ได้รับคำเตือนจากเจ้าถิ่นที่นี่ว่า “มาเที่ยวที่นี่…ต้องพกจินตนาการมาด้วยนะครับ” ตอนแรกเราก็นึกสงสัยว่ามาเที่ยวถ้ำทำไมต้องใช้จินตนาการขนาดนั้น ไม่ได้มาดูงานศิลปะสักหน่อย เอาเป็นว่าอีกไม่นานคุณก็จะถึงบางอ้อ

 

ล่องเรือเข้ามาในถ้ำไม่นาน เราก็รับรู้ได้ถึงความกว้างใหญ่ของถ้ำที่มีระยะทางยาวรวมกว่า 4 กิโลเมตร แสงนำทางเดียวดูเหมือนจะเป็นไฟฉายคู่ใจที่พกมาก่อนเข้าถ้ำ ทันทีที่แสงของไฟฉายตกกระทบผนังถ้ำ ฉับพลันอดไม่ได้ที่ตะอุทานในใจว่า “โอ้โห !!!” เพราะสิ่งที่เราเห็นตรงหน้าคือเหล่าบรรดาหินงอกหินย้อยที่แตกแขนงเรียงตัวตลอดแนวความยาวของผนังถ้ำ ในขณะที่หูก็ได้ยินเสียงน้ำไหลฟังดูราวกับเสียงดนตรีเป็นท่วงทำนองประกอบการเดินทาง และถ้าลองปิดไฟฉายดูจะพบว่าไม่มีแสงเล็ดลอดเข้ามารบกวนความมืดของถ้ำนี้เลย พายเรือต่อมาไม่นานเราก็เจอกับไฮไลท์จุดแรกคือ “สาวผมแดง” หินย้อยสีแดงขนาดใหญ่ มองดี ๆ จะเหมือนกับผมของผู้หญิงที่ยาวสยาย ใครเห็นเป็นต้องถ่ายภาพเก็บกลับไปทุกคน

 

ตลอดระหว่างการเดินทางภายในถ้ำเลสเตโกดอน ไม่ว่าจะแหงนหน้ามองไปทางไหนเราก็จะพบเห็นแต่ความสวยงามของหินงอกหินย้อยน้อยใหญ่ ที่ส่องประกายระยิบระยับสวยงาม ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานแค่ไหนที่เราตกอยู่ในภวังค์ความสวยงามนั้น จนสะดุ้งตัวอีกทีก็เมื่อตอนได้ยินเสียงเรียกให้ดูอีกหนึ่งจุดไฮไลท์ของถ้ำ ที่ชาวบ้านเรียกกันว่า “แมงกะพรุนยักษ์” ด้วยเพราะรูปร่างของมันดันเหมือนกับแมงกะพรุนในท้องทะเล แต่จะติดตรงที่ว่าเจ้าแมงกะพรุนตัวนี้คงเบื่อน้ำทะเลเลยหนีมาอยู่ในถ้ำ

 

และแล้วก็ถึงบางอ้อ เมื่อพี่ไกด์ท้องถิ่นหยุดเรือให้เราปลดปล่อยจินตนาการไปกับหินงอกหินย้อยหลากหลายรูปทรง บางครั้งเราอดนึกไม่ได้ว่าที่นี่คงเต็มไปด้วยร่องรอยแห่งจินตนาการของผู้คนมากมายที่แวะเวียนมาที่นี่ และคงเป็นสาเหตุนี้หรือเปล่า ? ที่ทำให้ถ้ำแห่งนี้ยังคงสวยงาม คงเป็นเพราะเราต่างไม่อยากให้ใครเข้ามาทำลายจินตนาการของเรา ถึงกระนั้นใช้เวลาอยู่นานกว่าจะเจียระไนจินตนาการตัวเองออกมาบ้าง มองดูแล้วหินบางก้อนก็มีลักษณะคล้ายปลีกกล้วยห้อยลงมา บ้างก็เป็นแท่งเหล็กแหลมลงมาจากเพดานถ้ำ บ้างลดหลั่นเป็นชั้น ๆ คล้ายบันได บ้างก็มีประกายกากเพชรแวววาว ชวนหลงใหลอย่างประหลาด ขอเตือนว่า !!! การมาเที่ยวถ้ำแบบนี้ นักท่องเที่ยวทุกคนพึงระลึกเสมอว่าอย่าเอามือไปจับหินเหล่านี้เด็ดขาด เพราะหินเหล่านี้ยังมีชีวิตอยู่ กว่าจะโชว์ความสวยงามให้เราได้เห็นต้องใช้เวลาเป็นพัน ๆ ปี การเอามือไปแตะเพียงครั้งเดียวนั่นอาจทำให้หินตายลงทันที

โบกมือลา “ถ้ำเลสเตโกดอน”

ทันทีที่เรามองเห็นฝูงค้างคาวเกาะอยู่ที่ผนังถ้ำ เป็นอันรู้กันว่าเรากำลังมาสุดปลายอุโมงค์ถ้ำแล้ว รวมระยะเวลาผจญภัยประมาณหนึ่งชั่วโมงครึ่งถึงสองชั่วโมง (เพราะมีบางช่วงที่น้ำในถ้ำมีความตื้น ทำให้เรือติดสันดอน ช่วงเวลานี้นักท่องเที่ยวจำเป็นต้องใช้วิทยายุทธส่วนตัวปีนป่ายเกาะเกี่ยวหิน เพื่อรอให้พี่ไกด์ยกเรือข้ามสันดอน แล้วค่อยลงเรือต่อไป) ทันทีที่ออกจากถ้ำ เราจะเห็นความสมบูรณ์ของป่าชายเลนตลอดสองฟากฝั่งแม่น้ำ เรานั่งเรือออกจากถ้ำใช้เวลาเดินทางอีกประมาณครึ่งชั่วโมง จนเดินทางถึงท่าเรือโดยสวัสดิภาพ นับเป็นการโบกมือลาถ้ำเลสเตโกดอนอย่างสมบูรณ์ เป็นการผจญภัยเล็ก ๆ ในถ้ำใหญ่ที่สนุกถึงใจทุกย่างก้าว

 

หลงใหลวัฒนธรรมพี่น้องชาวไทยมุสลิมในสตูล

นอกเหนือจากความสวยงามธรรมชาติแบบอันซีนแล้ว ผู้คนตลอดจนวิถีชีวิตความเป็นอยู่ที่นี่ ดูจะอีกสิ่งหนึ่งที่ช่วยสร้างเสน่ห์ให้กับจังหวัดสตูล อย่างที่เรารู้กันดีว่าประชากรในจังหวัดสตูลส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลาม หากแต่ความต่างทางศาสนาไม่ใช่อุปสรรคสำคัญในการอยู่ร่วมกันบนพื้นแผ่นดินไทย ไม่แปลกใจที่พี่น้องชาวมุสลิมที่นี่จะต้อนรับพวกเราด้วยรอยยิ้ม ความเป็นกันเอง และอัธยาศัยที่เรียบง่าย เท่านี้ก็เพียงพอที่จะทำให้แขกผู้มาเยือนอย่างพวกเรารู้สึกอบอุ่นขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก และเมื่อวันที่ 26 กันยายน 2558 ทางจังหวัดสตูลได้จัดงาน “รายานาชาติสตูล 2015” หรือ “Satun Raya Festival 2015” ซึ่งเป็นการร่วมมือกันระหว่างระหว่างเทศบาลเมืองสตูลกับสมาคมส่งเสริมการเสริมการท่องเที่ยวจังหวัดสตูล โดยหวังที่จะใช้งานนี้เป็นช่องทางประชาสัมพันธ์อัตลักษณ์ของชาวไทยมุสลิมที่สวยงามของชาวสตูล และเพื่ออนุรักษ์วัฒนธรรมท้องถิ่นให้อยู่คู่จังหวัดสืบไป

 

อลังการเฉลิมฉลองพี่น้องมุสลิม

ก้าวแรกเมื่อเราเดินเข้าไปในงาน จะต้องเป็นอันสะดุดกับฮิญาบหลากสีสัน ผู้คนที่มาร่วมงานในวันนั้นส่วนใหญ่มีตั้งแต่เด็กจนถึงคนชรา งานนี้ไม่มีใครห่วงตีนกาและริ้วรอยที่ปรากฏบนใบหน้าเลยสักคน เพราะทุกคนต่างพกรอยยิ้มกันมาตั้งแต่บ้าน สีสันของงานคงหนีไม่พ้นขบวนพาเหรดวัฒนธรรม 3 เชื้อชาติ ได้แก่ ไทย มาเลเซีย และอินโดนีเซีย ที่รอตั้งริ้วขบวนเป็นแนวยาว ในฐานะผู้สังเกตการณ์ เราจึงเห็นอากัปกิริยาของผู้คนเหล่านั้นอยู่ห่าง ๆ บ้างก็ดูเหน็ดเหนื่อยเพราะอากาศที่ร้อน บ้างก็ยิ้มไม่หยุด บ้างก็พูดคุยกันเหมือนไม่ได้เจอหน้ากันมานาน แต่ทั้งหมดนี้ทุกคนต่างมีความยินดีที่จะมาร่วมเฉลิมฉลอง ซึ่งเปรียบเสมือนเทศกาลวันขึ้นปีใหม่ของพี่น้องชาวมุสลิม และถือเป็นงานรื่นเริงงานใหญ่งานหนึ่งของจังหวัด

 

เหล่านี้เป็นสิ่งที่สะท้อนให้เราเห็นถึงมิตรภาพพี่น้องมุสลิมชาวไทยและเพื่อนบ้าน ที่ไม่ว่าจะคุณจะเป็นคนเชื้อชาติและศาสนาใดก็ตาม ก็สามารถเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของงานในวันนั้นได้ เพียงแค่คุณเปิดใจรับในความต่าง เท่านี้คุณจะได้สัมผัสวัฒนธรรม ประเพณีอันยิ่งใหญ่งานหนึ่งของพี่น้องชาวไทยมุสลิม อีกทั้งยังเป็นการแสดงให้เห็นถึงศักยภาพทางวัฒนธรรมที่แข็งแรงของจังหวัดสตูลอีกด้วย

 

แสงสีทองกำลังลาลับขอบฟ้า นั่นอาจเป็นสัญญาณเตือนให้เรารู้ว่า เมื่อถึงวันพรุ่งนี้ความสวยงามทั้งหมดที่เราพบเจอในวันนี้จะกลายเป็นความทรงจำ แต่อย่างน้อยที่สุด…เสี้ยวหนึ่งในความทรงจำของเราก็ถูกเมมโมรี่ไว้ว่า “สตูล” เป็นเพชรเม็ดงามอีกเม็ดหนึ่งของภาคใต้ฝั่งอันดามัน อันเป็นจุดหมายปลายทางท่องเที่ยวที่จะไม่มีวันเสื่อมคลาย…

สถานที่ทั่วโลก ที่ต้องไปผจญภัย มีประเทศไทยด้วย ออกไปผจญภัยในโลกใบกลม

สถานที่ทั่วโลก เกิดมาทั้งทีต้องใช้ชีวิตให้คุ้ม ออกไปผจญภัยในโลกใบกลม ๆ ใบนี้ให้ทั่วกันดีกว่าการผจญภัยที่ครั้งหนึ่งในชีวิตเราควรไปสัมผัสกันให้ได้สักครั้ง ซึ่งแต่ละสถานที่นั้นมีความสวยงามมาก ๆ

สถานที่ทั่วโลก  การผจญภัยที่ครั้งหนึ่งในชีวิตเราควรไปสัมผัสกันให้ได้สักครั้ง ซึ่งแต่ละสถานที่นั้นมีความสวยงามมาก ๆ เลยทีเดียว แถมในประเทศไทยก็ติดอันดับกับเขาด้วยเช่นกัน จะเป็นที่ไหนและมีสถานที่อื่น ๆ

สถานที่ทั่วโลก

1. ชื่นชมสีสันของปะการังใต้ท้องทะเลที่ เกรต แบร์ริเออร์ รีฟ ประเทศออสเตรเลีย

เกรต แบร์ริเออร์ รีฟ (Great Barrier Reef) เป็นแนวปะการังที่ยาวและใหญ่ที่สุดในโลก เป็นอุทยานทางทะเลที่ทอดยาวกว่า 3,000 กิโลเมตร (1,800) ไมล์ ขนานไปกับชายฝั่งของรัฐควีนแลนด์ ประเทศออสเตรเลีย งดงามไปด้วยปะการังมากกว่า 400 ชนิด สัตว์ทะเลอีกกว่า 1,500 ชนิด นกมากกว่า 200 ชนิด

สัตว์เลื้อยคลานอีกประมาณ 20 ชนิด รวมทั้งเต่าทะเล หอยยักษ์ที่มีอายุมากกว่า 120 ปี เมื่อมีปะการังหลากหลายชนิดก็ย่อมมีรูปร่างและสีสันที่แตกต่างกันไป จึงทำให้แนวปะการังในเขตเกรต แบร์ริเออร์ รีฟ มีความโดดเด่น ตัดกับท้องทะเลสีฟ้าสดใสอย่างงดงาม เป็นสถานที่ดำน้ำในฝันของนักเดินทางทั่วโลก ได้รับการจดทะเบียนให้เป็นมรดกโลกเมื่อปี ค.ศ. 1981

2. ตื่นตะลึงกับภูเขาหินปูนที่ฮาลองเบย์ ประเทศเวียดนาม

ฮาลองเบย์ มีภูมิทัศน์ที่สวยงาม มีภูเขาหินปูนตั้งสง่างาม ท่ามกลางผืนน้ำอันกว้างใหญ่ ตั้งอยู่ที่อ่าวตังเกี๋ย (Gulf of Tonkin) จังหวัด Quang Ninh ประเทศเวียดนาม ซึ่งห่างจากเมืองหลวงฮานอย ประมาณ 165 กิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่กว่า 43,400 ไร่ ประกอบไปด้วยเกาะเล็กเกาะน้อยประมาณ 1,600 เกาะ มีรูปร่างที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งเกิดจากการกัดกร่อนของน้ำ ลม

และแสงแดด แต่ละเกาะจะเต็มไปด้วยต้นไม้เขียวขจี เมื่อสะท้อนลงน้ำที่ใสสะอาด จึงเกิดเป็นทัศนียภาพที่งดงาม ราวกับภาพวาดจากปลายพู่กันของจิตรกรผู้มากฝีมือในสมัยก่อน ได้รับการจดบันทึกให้เป็นมรดกโลกในปี ค.ศ. 1994

3. ปีนเขาสู่น้ำตกอีกวาซู ชายแดนประเทศอาร์เจนตินาและบราซิล

อีกหนึ่งความมหัศจรรย์ที่สรรสร้างมาจากธรรมชาติ น้ำตกอีกวาซู (Iguazu Falls) เป็นน้ำตกที่ใหญ่เป็นอันดับต้น ๆ ของโลก สูงถึง 80 เมตร กว้าง 3 กิโลเมตร ตั้งอยู่ระหว่างชายแดนประเทศอาร์เจนตินาและประเทศบราซิล อุดมสมบูรณ์ไปด้วยพืชพรรณและสัตว์ป่ามากมาย จึงทำให้น้ำตกอีกวาซูเป็นน้ำตกที่สวยที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ได้รับการจดบันทึกให้เป็นมรดกโลกเมื่อปี ค.ศ. 1984

4. ดำน้ำที่เกาะพีพี จังหวัดกระบี่ ประเทศไทย

ประเทศไทยเป็นดินแดนที่มีธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ โดยเฉพาะท้องทะเลทั้งทางฝั่งอ่าวไทยและอันดามัน แต่สถานที่ที่ได้รับความนิยมและมีชื่อเสียง เป็นที่รู้จักของชาวต่างชาติมากที่สุดก็คือ เกาะพีพี เพราะเกาะพีพีมีธรรมชาติใต้ท้องทะเลที่สมบูรณ์ มีแนวปะการังหลากสีสัน ปลาและสัตว์ทะเลมากมายที่สามารถดำน้ำชมได้อย่างใกล้ชิด น้ำทะเลมีความใสสะอาด

หาดทรายขาวละเอียดเนียนนุ่ม เหมาะแก่การนอนอาบแดดและพักผ่อน จึงไม่แปลกใจที่เกาะแห่งนี้จะมีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลก เกาะพีพีอยู่ห่างจากอำเภอเมือง จังหวัดกระบี่ ประมาณ 42 กิโลเมตร เอกลักษณ์ของเกาะพีพีก็คือเวิ้งอ่าวคู่ของอ่าวต้นไทรและอ่าวโละดาลัม เป็นภาพที่นักท่องเที่ยวต่างชาติต่างรู้จักกันดี เราคนไทยอยู่ใกล้แค่นี้ ไม่ไปไม่ได้แล้ว

5. ถ่ายรูปกับสถาปัตยกรรมสัญลักษณ์ที่นิวยอร์ก ซิตี้ สหรัฐอเมริกา

นิวยอร์ก ซิตี้ เป็นเมืองที่ไม่เคยหลับใหล เต็มเปี่ยมไปด้วยแสงสีและแฟชั่น แต่ท่ามกลางความวุ่นวายในเมืองใหญ่ ก็ยังมีตึกและอาคารบ้านเรือนในลักษณะสถาปัตยกรรมสัญลักษณ์ (Iconic Architecture) คือเป็นตึกสูงหรือมีรูปทรงอันเป็นเอกลักษณ์

ซึ่งตึกในนิวยอร์กบางส่วนมีโครงสร้างที่อิงกับยุคสมัย เช่น ตึกแฟลตไอออน (Flatiron Building) พิพิธภัณฑ์ศิลปะเมโทรโพลิแทน (Metropolitan Museum of Art) ห้างสรรพสินค้าแมซี (Macy’s Department Store) ตึกเอ็มไพร์สเตท (Empire State Building) ฯลฯ กลายเป็นเอกลักษณ์ที่สำคัญของนิวยอร์กที่ต้องไปสัมผัสให้ได้สักครั้งในชีวิต

6. ดื่มด่ำกับเมืองสุดโรแมนติก กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส

กรุงปารีส เมืองหลวงและเป็นเมืองที่สำคัญของประเทศฝรั่งเศส เป็นเมืองที่คนทั่วโลกต่างลงความเห็นว่ามีความโรแมนติกสุด ๆ ด้วยมีบรรยากาศทั้งลักษณะของบ้านเมืองและธรรมชาติที่สวยงาม มีเอกลักษณ์โดดเด่น มีสถานที่ท่องเที่ยวอันโด่งดังก็คือ หอไอเฟล (Eiffel Tower) หอคอยโครงสร้างเหล็กบนชองป์ เดอ มารส์ (Champ-de-Mars) ฐานกว้าง 125 เมตร และสูง 300 เมตร

ในยามค่ำคืนแสงไฟจะส่องสะท้อนให้หอไอเฟลเปล่งประกายเป็นสีเหลืองทอง ประกอบกับอากาศในกรุงปารีสที่เย็นสบาย ทำให้มีบรรยากาศที่งดงามและโรแมนติกอย่างมาก

7. เติมเต็มความสุขที่ทัชมาฮาล เมืองอัครา ประเทศอินเดีย

สัมผัสความรักที่ยิ่งใหญ่ของสมเด็จพระจักรพรรดิแห่งจักรวรรดิโมกุล ที่มีต่อพระมเหสีของพระองค์ ณ ทัชมาฮาล หลุมฝังศพศิลาอ่อนสีขาว ที่มีสถาปัตยกรรมสวยงามตระการตา สร้างขึ้นในระหว่างปี ค.ศ. 1631-1648 ตั้งอยู่ฝั่งขวาของแม่น้ำยมุนา (Yamuna) ครอบคลุมเนื้อที่ประมาณ 17 ไร่

ตัวอาคารโดดเด่นด้วยลักษณะโดมขนาดใหญ่ ประดับประดาโดยรอบด้วยลวดลายที่วิจิตรบรรจง มีสวนที่ตกแต่งอย่างงดงามล้อมรอบ เป็นสิ่งมหัศจรรย์ที่ได้รับการบันทึกให้เป็นมรดกโลกในปี ค.ศ. 1983

8. ชมสัตว์ป่าที่หมู่เกาะกาลาปากอส

หมู่เกาะกาลาปากอส เป็นหมู่เกาะที่อยู่ในทะเลแปซิฟิก ห่างจากทวีปอเมริกาใต้ประมาณ 1,000 กิโลเมตร เป็นเกาะที่มีระบบธรณีวิทยา สัตววิทยา และนิเวศวิทยาที่น่าสนใจ มีสัตว์ป่าและพืชจากยุคดึกดำบรรพ์หลงเหลืออยู่

เช่น เต่ายักษ์ อีกัวนา นกสายพันธุ์ Blue Footed booby นกสายพันธุ์ Red footed booby ฯลฯ หมู่เกาะกาลาปากอสเกิดจากภูเขาไฟ มีพื้นที่ทั้งหมด 7,994 ตารางกิโลเมตร โอบล้อมไปด้วยธรรมชาติและท้องทะเลที่สวยงาม ทั้งหมดคือเสน่ห์ที่ทรงคุณค่า ซึ่งองค์การยูเนสโกได้ประกาศให้หมู่เกาะกาลาปากอสเป็นมรดกโลกในปี ค.ศ. 1978

9. ขี่อูฐชมพีระมิดแห่งกีซา กรุงไคโร ประเทศอียิปต์

มหาพีระมิดแห่งกีซา เป็นสิ่งมหัศจรรย์ที่ถูกสร้างขึ้นในโลกอียิปต์ยุคโบราณ ตั้งอยู่ทางด้านทิศตะวันตกไล่ไปจนถึงทางใต้ของกรุงไคโร บนทะเลทรายอันกว้างใหญ่ สร้างขึ้นมาเพื่อใช้ในการฝังศพกษัตริย์ของอียิปต์ในสมัยโบราณ ประกอบด้วยพีระมิดคูฟู (Khufu) พีระมิดคาเฟร (Khafre) และพีระมิดเมนคูเร (Menkaure) นักท่องเที่ยวนิยมนั่งอูฐเพื่อการเที่ยวชมบริเวณโดยรอบของพีระมิด

10. ไปวัดขนาดของยอดเขาคิลิมันจาโร ประเทศแทนซาเนีย

ยอดเขาคิลิมันจาโร ถือได้ว่าเป็นภูเขาไฟที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก มีพื้นที่ประมาณ 75,575 เฮกเตอร์ สูง 5,895 เมตร ตั้งตระหง่านอย่างสง่างามอยู่ท่ามกลางป่า โอบล้อมไปด้วยธรรมชาติที่สวยงามและอุดมสมบูรณ์ มีสัตว์ป่าหลากหลายชนิดอยู่บริเวณโดยรอบของภูเขา ยามหน้าหนาวจะมีหิมะปกคลุมบริเวณยอดของหุบเขา เป็นภาพที่งดงามที่ทำเอาทั้งชาวแอฟริกันและต่างชาติหลงใหล

11. ไต่เขา Tiger Leaping Gorge เมืองลี่เจียง สาธารณรัฐประชาชนจีน

หุบเขาแห่งนี้ตั้งอยู่ห่างจากเมืองลี่เจียงไปทางด้านทิศตะวันตกเฉียงเหนือประมาณ 100 กิโลเมตร เป็นหุบเขาที่เชื่อว่าลึกที่สุดในโลก มีเส้นทางเดินป่า ปีนเขาที่สวยงาม ช่วงหนึ่งจะเป็นสะพานไม้ที่อยู่เหนือแม่น้ำแยงซีเกียง

ซึ่งสามารถมองเห็นวิวทิวทัศน์ที่งดงามของคุ้งแม่น้ำที่มีภูเขาสีเขียวขจีโอบล้อมรอบ เส้นทางศึกษาธรรมชาติเส้นนี้มีระยะทางประมาณ 15 กิโลเมตร แต่ละช่วงมีธรรมชาติที่แตกต่างกันออกไป แต่บรรยากาศโดยรวมนั้น ถือได้ว่าเป็นสวรรค์แห่งดินแดนจีนอีกที่หนึ่งเลยทีเดียว

12. ศึกษาประวัติศาสตร์แห่ง อะโครโพลิส กรุงเอเธนส์ ประเทศกรีซ

อะโครโพลิส (Acropolis) เป็นดินแดนเก่าแก่ ตั้งอยู่บนเทือกเขาสูงในเมืองเอเธนส์ ประเทศกรีซ มีสถาปัตยกรรมสไตล์กรีกโบราณที่ยิ่งใหญ่ ตั้งอย่างโดดเด่นอยู่บนเทือกเขา มีวิหารที่สำคัญหลายแห่ง เช่น วิหารพาร์เธนอน (Parthenon) ออกแบบโดย อิคตินุส (Ictinus) วิหารอิเรคธีออน (Erechtheion) วิหารโพรไพเลีย (Propylaea) ซึ่งตั้งอยู่ด้านหน้าของอะโครโพลิส

ออกแบบโดย Mnesicles มีสิ่งก่อสร้างที่โดดเด่นอื่น ๆ เช่น Theatre of Dionysus และ Theater of Herod Atticus โรงละครขนาดใหญ่ เรียกได้ว่าอะโครโพลิสเป็นดินแดนที่มีประวัติศาสตร์ที่ยาวนานและควรค่าแก่การมาเยือนที่สุด

13. นครวัด เมืองเสียมเรียบ ประเทศกัมพูชา

นครวัด เป็นสถานที่ที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่งของโลก ด้วยเป็นโบราณสถานที่มีสถาปัตยกรรมตามแบบศิลปะขอมสุดอลังการ มีเนื้อที่โดยรวมประมาณ 400 ตารางกิโลเมตร เป็นปราสาทที่ล้อมรอบโดยคูน้ำ ตามแนวความคิดให้สถานที่แห่งนี้เป็นคล้ายกับเขาพระสุเมรุบนสรวงสวรรค์ สร้างขึ้นราวปี ค.ศ. 802-1220 เป็นปราสาทหิน

มีรูปแกะสลักนางอัปสราอยู่โดยรอบกำแพงของปราสาท ตัวปราสาทมีทั้งหมด 5 ปรางค์ สูง 60 เมตร ยาว 100 เมตร และกว้าง 80 เมตร ยามอาทิตย์อัสดงภาพของกำแพงจะสะท้อนลงสู่สระน้ำด้านหน้าปราสาท เป็นภาพที่ต้องไปเห็นด้วยตาตัวเองสักครั้งในชีวิต

14. ตะลุยแกรนด์แคนยอน รัฐแอริโซนา สหรัฐอเมริกา

แกรนด์แคนยอน ตั้งอยู่ในรัฐแอริโซนา เป็นหินผาและหุบเหวที่มีความสวยงามอย่างน่าอัศจรรย์ มีลักษณะเป็นหุบเขาหินที่เกิดจากการกัดกร่อนของทั้งน้ำ ฝน ลม และแสงแดด โดยมีแม่น้ำที่สำคัญอย่างแม่น้ำโคโลราโด (Colorado River) เป็นสายน้ำสำคัญที่ทำให้เกิดการกัดกร่อนภูเขาหินจนกลายมาเป็นแกรนด์แคนยอน มีอายุทางธรณีวิทยามากกว่า 2 พันปี

หุบเหวมีความยาวถึง 445 กิโลเมตร บางช่วงเป็นหุบเขาลึกประมาณ 1.5 กิโลเมตร มีช่วงกว้างประมาณ 500 เมตรถึง 30 กิโลเมตร นักท่องเที่ยวนิยมเดิน ขี่จักรยาน และล่องเรือเพื่อการเที่ยวชม ได้รับการจดบันทึกให้เป็นมรดกโลกด้วยเช่นกันในปี ค.ศ. 1979

แต่ละสถานที่นั้นถือได้ว่าเป็นสถานที่ที่มีความอลังการ สมควรแก่การไปเที่ยวชมมากถึงมากที่สุด คนไทยโชคดีแค่ไหนที่มีสถานที่ท่องเที่ยวระดับโลกอยู่ในบ้านเมืองตัวเอง เพราะฉะนั้นเมื่อออกเดินทางไปท่องเที่ยวไม่ว่าจะเป็นในเมืองไทยหรือต่างประเทศก็ช่วยกันรักษาแหล่งท่องเที่ยวเหล่านั้นด้วย ความสวยงามเหล่านี้จะได้อยู่คู่กับโลกไปตราบนานเท่านาน

ขอบคุณแหล่งที่มา     https://travel.kapook.com…

ที่เที่ยวชมธรรมชาติ ยิ่งสูงยิ่งเสียว ชวนเพื่อนไปเที่ยวแล้วไม่ผิดหวัง!

ที่เที่ยวชมธรรมชาติ ที่เที่ยวชมธรรมชาติสุดแอดเวนเจอร์
ยิ่งสูงยิ่งเสียว ชวนเพื่อนไปเที่ยวแล้วไม่ผิดหวัง

ที่เที่ยวชมธรรมชาติ สำหรับใครที่ชอบเที่ยวผจญภัย ชอบความท้าทาย ต้องชอบกันแน่ๆ .. ลองเปลี่ยนแนวจากเที่ยววิถีสโลว์ไลฟ์ มาเที่ยวแนวแอดเวนเจอร์กันบ้างดีกว่า  อยากแนะนำ ที่เที่ยวชมธรรมชาติ ยิ่งสูงยิ่งเสียว มาฝากกัน ไปคนเดียวมันไม่สนุก ต้องฉุดแก๊งค์เพื่อนไปด้วย

สวนพฤกษศาสตร์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ จังหวัดเชียงใหม่

ที่เที่ยวชมธรรมชาติ
Canopy Walkway ทางเดินลอยฟ้าชมวิวธรรมชาติเหนือเรือนยอดไม้ ตั้งอยู่ภายในสวนพฤกษศาสตร์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ นี้ถือเป็นเส้นทางเดินลอยฟ้าที่ยาวที่สุดในประเทศไทย ด้วยระยะทางกว่า 400 เมตร ระดับความสูงกว่า 20 เมตร และมีความสูงจากระดับน้ำทะเลกว่า 800 เมตร

ทางเดินเป็นโครงเหล็กและระยะทางบางช่วงจะเป็นพื้นกระจกใส ทำให้สามารถมองเห็นทัศนียภาพเบื้องล่าง และภาพเหนือยอดไม้ เป็นมุมมองแบบพาโนรามา 360 องศา ที่น่าตื่นตาตื่นใจ

ขอบคุณแหล่งที่มา    https://travel.mthai.com…

ที่เที่ยวเชียงใหม่ พร้อมการเดินทาง ที่ใครไปก็ต้องหลงรัก

ที่เที่ยวเชียงใหม่ หน้าหนาวสิ้นปี-ปีใหม่นี้ ที่เที่ยวเชียงใหม่ นับว่าเป็นอีกหนึ่งจุดหมายปลายทางที่นักท่องเที่ยวมีความปรารถนาจะมาสัมผัส

ที่เที่ยวเชียงใหม่ ความสุขและความประทับใจแบบอากาศเย็นๆระหว่างเดินทางที่เที่ยวเชียงใหม่ รวมถึงผู้อ่านหลายๆท่านก็อาจยังไม่เคยได้ไปสัมผัสเชียงใหม่ในแบบจริงๆ จังๆ เสียที บทความนี้ถือได้ว่าเป็นพื้นที่ที่รวบรวมเรื่องราวดีๆ ทั้งจากสถานที่ท่องเที่ยวเชียงใหม่ วัฒนธรรม อาหารการกิน

ที่เที่ยวเชียงใหม่

รวมถึงมิตรไมตรีที่คนพื้นที่มีให้ เป็นการใช้เวลาให้เดินผ่านไปอย่างช้าๆ ปล่อยใจให้ซึมซาบบรรยากาศในแบบวิถีไร้เมืองที่เงียบสงบ ยิ่งมาเชียงใหม่ในช่วงที่มีอากาศหนาวเย็น ยิ่งเป็นอะไรที่ฟินและมีความสุขมาก

1. พระบรมธาตุดอยสุเทพ

เป็นปูชนียสถานที่สำคัญยิ่งของเมืองเชียงใหม่ ประดิษฐานอยู่บนดอยสุเทพ สูงจากระดับน้ำทะเล 1,000 เมตร พระบรมธาตุดอยสุเทพ ตั้งอยู่ทางด้านทิศตะวันตกของตัวเมือง ห่างจากตัวเมืองเก่าประมาณ 10 กิโลเมตร สามารถมองเห็นจากตัวเมืองได้ชัดเจน ที่เที่ยวเชียงใหม่ ภายในยังได้ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุองค์ใหญ่ ที่พญากือนา กษัตริย์องค์ที่ 6 แห่งอาณาจักรล้านนา ราชวงศ์มังราย ได้ทรงเก็บไว้สักการบูชาส่วนพระองค์ถึง 13 ปี มาบรรจุไว้ที่นี่ให้ประชาชนได้เดินทางมาสักการะบูชาเพื่อความเป็นสิริมงคล

2. วัดเจดีย์หลวงวรวิหาร

ตั้งอยู่ใจกลางเมืองเชียงใหม่ ที่เที่ยวเชียงใหม่ แห่งนี้ เป็นเจดีย์ใหญ่ที่สูงที่สุดของอาณาจักรล้านนา สร้างขึ้นในรัชกาลพระเจ้าแสนเมืองมากษัตริย์องค์ที่ 7 แห่งราชวงศ์มังราย (พ.ศ.1913-1954) ต่อมาพระยาติโลกราชโปรดให้ช่างขยายเจดีย์ให้สูงและกว้างกว่าเดิม แล้วเสร็จเมื่อปี พ.ศ. 2024 และอัญเชิญพระแก้วมรกตมาประดิษฐาน

แต่เดิมวัดเจดีย์หลวงมีชื่อว่า “โชติการามวิหาร” หมายถึง พระอารามที่มีความรุ่งเรืองสว่างไสว ทั้งยังเป็นสถานที่บรรจุพระเกศาธาตุ และพระธาตุขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า นอกจากนี้ “โชติการาม” ยังมีความหมายอีกนัยหนึ่ง คือ เมื่อถึงเวลาที่มีการจุดประทีบโคมไฟประดับบูชาองค์พระธาตุเจดีย์หลวง จะปรากฏแสงสีสว่างไสว มองเห็นองค์พระเจดีย์คล้ายเชิงเทียนที่มีเปลวไฟลุกโชติช่วง ดูแล้วมีความงดงามยิ่งนัก สามารถมองเห็นได้แต่ไกล

3. ดอยอ่างขาง

ตั้งอยู่บนทิวเขาแดนลาว ตำบลแม่งอน อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในรัชกาลที่ 9 เสด็จฯ ทางเฮลิคอปเตอร์ ผ่านยอดดอยอ่างขาง และทอดพระเนตรลงมาเห็นกลุ่มบ้านเรือนดูคล้ายชุมชน จึงมีพระดำรัสสั่งให้เครื่องลงจอด แล้วได้ทอดพระเนตรเห็นทุ่งดอกฝิ่น และหมู่บ้านของชาวเขาเผ่ามูเซอ

จึงทรงมีพระราชดำรัสที่จะเปลี่ยนทุ่งฝิ่นให้เป็นแปลงเกษตร พร้อมกับริเริ่มสร้างโครงการวิจัยผลไม้ ไม้ดอกเมืองหนาว เพื่อพัฒนาอาชีพเกษตรกรรมแก่ชาวเขาในบริเวณดอยอ่างขาง นักท่องเที่ยวสามารถเลือกซื้อผลิตผลตามฤดูกาลที่ปลูกในโครงการหลวงฯ และชมแปลงทดลองปลูกไม้ผลเมืองหนาวได้ด้วย ดอยอ่างขางมีความสูงจากระดับน้ำทะเล 1,400 เมตร และมียอดดอยสูงถึง 1,928 เมตร เป็นอีกหนึ่งที่เที่ยวเชียงใหม่ หน้าหนาวที่ไม่ควรพลาด

4. สวนสัตว์เชียงใหม่

เป็นสวนสัตว์ขนาดใหญ่ใครที่มาเที่ยวเชียงใหม่ต้องไม่พลาด สวนสัตว์แห่งนี้ได้รับการจัดสภาพอย่างดี บริเวณกว้างขวาง มีบรรยากาศร่มรื่น และมีสัตว์อยู่มากกว่า 2,000 ชนิด ทั้งที่มีอยู่ในเมืองไทยและนำเข้ามาจากต่างประเทศ สวนสัตว์เชียงใหม่ตั้งอยู่บริเวณทางขึ้นดอยสุเทพ

เป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่เหมาะสำหรับการพักผ่อนท่ามกลางกลิ่นอายของขุนเขา ป่าไม้ และธรรมชาติ และที่พลาดชมไปไม่ได้เลย คือ หมีแพนด้า ซึ่งเป็นทูตสันตวไมตรีจากสาธารณรัฐประชาชนจีน ผู้คนต่างให้ความสนใจเดินทางมาเยี่ยมชมเป็นจำนวนมาก

5. ถนนคนเดินท่าแพ

เป็นสถานที่เที่ยวเชียงใหม่ ชอปปิ้งสุดฮิตของเมืองเชียงใหม่ เปิดทุกวันเสาร์-อาทิตย์ ภายในคูเมืองบริเวณถนนราชดำเนิน นับว่าเป็นถนนคนเดินที่ใหญ่ที่สุดในเมืองไทย ด้วยมนต์เสน่ห์ยามค่ำคืนทำให้นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติต้องไม่พลาดที่จะเดินทางมาที่นี่ มีสินค้าที่นำออกมาวางขายอย่างหลากหลายมากมาย ทั้งสินค้าพื้นเมือง สินค้า OTOP สินค้าหัตกรรมพื้นบ้าน งานแฮนด์เมด งานศิลปะ สินค้าไอเดียเก๋ อาหาร ของกินเล่น ที่ราคาเป็นกันเอง

6. สถานีเกษตรหลวงอินทนนท์

สถานีเกษตรหลวงอินทนนท์เป็นโครงการอันเนื่องมาจากพระราชประสงค์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 เพื่อส่งเสริมการปลูกพืชทดแทนการปลูกฝิ่น ที่เที่ยวเชียงใหม่ที่ถ่ายทอดวิชาความรู้ทางด้านการเกษตรแผนใหม่อันจะเพิ่มผลผลิตทางการเกษตรให้สูงขึ้น

บริเวณโดยรอบพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นหมู่บ้านที่มีราษฎรเป็นชาวไทยภูเขาเผ่ากะเหรี่ยงและเผ่าม้ง เป็นอีกหนึ่งวิธีที่จะช่วยให้ชาวบ้านได้มีอาชีพสร้างรายได้ ลดการบุกรุกพื้นที่ป่าไม้และการทำไร่เลื่อนลอย นับเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง ปัจจุบัน ที่เที่ยวเชียงใหม่ นักท่องเที่ยวสามารถเดินทางเข้าไปเยี่ยมชมได้

7. ดอยอินทนนท์

เป็นยอดดอยที่สูงที่สุดของแดนสยาม 2,565 เมตร จุดสิ้นสุดของทางหลวงหมายเลข 1009 มีสภาพอากาศหนาวเย็นตลอดปี ที่เที่ยวเชียงใหม่แห่งนี้เป็นที่ตั้งสถานีเรดาร์ของกองทัพอากาศไทยและเป็นที่ประดิษฐานสถูปเจ้าอินทวิชยานนท์ เจ้าเมืองเชียงใหม่องค์สุดท้าย

ดอยอินทนนท์ นับว่าเป็นส่วนหนึ่งของเทือกเขาหิมาลัย พาดผ่านจากประเทศเนปาล ภูฐาน พม่า และมาสิ้นสุดที่นี่ บรรยากาศโดยรอบอุดมไปด้วยธรรมชาติที่สมบูรณ์ ไม่ว่าจะเป็นป่าดงดิบ ป่าสน ป่าเบญจพรรณ อีกทั้งยังมีอากาศหนาวเย็นตลอดทั้งปี เชื่อได้ว่าใครที่ได้มาที่นี่จะต้องติดใจจนไม่อยากกลับ เป็นหนึ่งในที่เที่ยวเชียงใหม่ต้องห้ามพลาด

8. พระตำหนักภูพิงค์ราชนิเวศน์

เป็นพระตำหนักประทับแปรพระราชฐานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในรัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ สร้างเสร็จเมื่อปี พ.ศ. 2505 ตั้งอยู่บนดอยบวกห้า เปิดให้เป็นที่เที่ยวเชียงใหม่ สามารถเดินชมได้โดยรอบตำหนักและบริเวณซึ่งมีแปลงกุหลาบ สวนเฟิร์น

และไม้นานาพรรณ พระตำหนักภูพิงคราชนิเวศน์ มีลักษณะเป็นแผนผังแบบเรือนไทยภาคกลางที่เรียกว่า “เรือนหมู่” มีรูปแบบสถาปัตยกรรมเป็นไทยประเพณีประยุกต์ ก่ออิฐถือปูน ยกพื้นสูงหลังคาทรงไทย มีความงดงามเป็นอย่างมาก เหมาะที่จะเดินทางมาพักผ่อน พร้อมกับเก็บภาพประทับใจสวยๆ คู่กับพระตำหนักและบรรยากาศโดยรอบ

9. บ้านม้งดอยปุย

เป็นอีกสถาน ที่เที่ยวเชียงใหม่ หนึ่งที่เราประทับใจ เป็นหมู่บ้านชาวเขาเผ่าม้ง (แม้ว) ดอยปุย บริเวณหมู่บ้านจำหน่ายของที่ระลึก สตรอว์เบอร์รี สินค้าจำนวนมากซึ่งมีทั้งที่ผลิตภายในหมู่บ้าน และนำจากที่อื่นมาวางจำหน่ายให้แก่นักท่องเที่ยว การได้เดินทางมาที่นี่นับได้ว่าเป็นการเรียนรู้วิถีชีวิตชาวม้งอย่างแท้จริง

นอกจากของที่ระลึกที่จะมีจำหน่ายให้เราได้เลือกซื้อกลับไปเป็นของที่ระลึกแล้ว เรายังจะได้แต่งกายแบบชาวม้ง โดยสามารถถ่ายรูปภายในหมู่บ้านที่มีมุมสวยๆ อยู่มากมาย ใครยังไม่เคยมา ต้องลองมาให้ได้สักครั้ง

10. ถนนนิมมานเหมินทร์

ตั้งอยู่ตำบลสุเทพ อำเภอเมืองเชียงใหม่ เป็นถนนสั้นๆ ความยาวไม่ถึงกิโลฯ แต่ถือว่าเป็นทำเลทองของการทำธุรกิจ ที่เที่ยวเชียงใหม่ แห่งนี้เป็นแหล่งรวบรวมความทันสมัย หากจะเปรียบแล้วถนนนิมมานเหมินทร์ก็คงคล้ายกับถนนสุขุมวิทของกรุงเทพฯ นั่นเอง ถือได้ว่าเป็นถนนที่ชิคที่สุดของเชียงใหม่

โดยตลอดเส้นทางมีร้านรวงมากมายให้เราได้เดินเข้าไปสัมผัสความงดงามจากไอเดียการตกแต่งร้านที่ไม่ซ้ำกัน มีทั้งสินค้าและบริการ รวมถึงร้านอาหาร เครื่องดื่มในบรรยากาศดีๆ เป็นอีกหนึ่งสถานที่เที่ยวเชียงใหม่ที่ยังคงเอกลักษณ์ของผู้คนและศิลปะล้านนาเอาไว้ได้อย่างเต็มเปี่ยม

11. แม่กำปอง

ตั้งอยู่ตำบลห้วยแก้ว อำเภอแม่ออน แม่กำปองเป็นหมู่บ้านเล็กๆ ที่อยู่ท่ามกลางขุนเขา โดยที่ชาวบ้านใช้ชีวิตแบบเรียบง่าย จนกระทั่งกระแสสโลวไลฟ์บุกไปถึง แบบที่เรียกได้ว่า

มาเที่ยวเชียงใหม่ไม่ได้มา แม่กำปอง เหมือนมาไม่ถึง ไฮไลท์ของแม่กำปองคงจะหนีไม่พ้นการนั่งร้านกาแฟชิวๆในอากาศเย็นๆ เพราะอากาศที่แม่กำปองเย็นสบายตลอดทั้งปี และจะมีอากาศหนาวเย็นมากในช่วงฤดูหนาว

12. ม่อนแจ่ม

ที่เที่ยวเชียงใหม่ยอดฮิตตลอดกาล ม่อนแจ่ม ตั้งอยู่ห่างจากตัวเมืองเชียงใหม่ใช้เวลาเดินทางประมาณ 40 นาที ส่วนหนึ่งของศูนย์พัฒนาโครงการหลวงหนองหอย มีอากาศเย็นสบายตลอดทั้งปี นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ขึ้นไปชมวิวทิวทัศน์ ทานอาหารในซุ้ม

ถ่ายรูปกับมวลหมู่ดอกไม้ เลือกซื้อผัก ผลไม้จากชาวบ้าน และสัมผัสอากาศที่หนาวเย็นบนสันเขาที่สูงจากระดับน้ำทะเล 1,350 เมตร หรือถ้าใครติดใจอยากนอนดูดาวก็สามารถจับจองที่พักม่อนแจ่ม, ม่อนอิงดาว, ม่อนวิวงาม และม่อนตะวัน

13. สวนสนบ่อแก้ว

ตั้งอยู่อำเภอฮอด ทางทิศใต้ของเชียงใหม่ สวนสนบ่อแก้ว เป็นส่วนหนึ่งของโครงการสำรวจวัตถุดิบ เพื่อทำเยื่อกระดาษมีเนื้อที่ประมาณ 2072 ไร่ เป็นทิวสนทอดยาวไปสุดตา ปะทะกับสายหมอกสีขาวลอยต่ำในยามที่สายหมอกไหลเข้ามาปกคลุม จนป่าสนทั้งป่ากลายเป็นสีขาว เป็นภาพที่สวยงามและโรแมนติกมาก

14. ดอยม่อนอังเกตุ

เป็นลานโล่ง มีความสูงถึง 1,840 เมตรสูงที่สุดในอำเภอสะเมิง จังหวัดเชียงใหม่ มีเส้นทางออฟโรดสู่ยอดดอยที่สนุกสนาน สูงชัน สมบุกสมบันและแคบมากๆ เมื่อขึ้นไปดอยม่อนอังเกตุแล้วสามารถชมได้ทั้งพระอาทิตย์ขึ้นและพระอาทิตย์ตก มีวิวทะเลหมอก 360 องศา สามารถมองวิวได้ไกลถึงยอดดอยหลวงเชียงดาว ดอยอินทนนท์ และจุดไฮไลท์คือด้านบนมีพระพุทธรูปประดิษฐานอยู่ สำหรับขาลุย ต้องไปให้ได้ซักครั้ง

15. ดอยหลวงเชียงดาว

ดอยหลวงเชียงดาว เป็นยอดเขาสูงอันดับ 3 ของประเทศ มีความสูง 2,225 เมตร ระยะทางการเดินเท้าขึ้นสู่ยอดดอยหลวงเชียงดาวถึง 6.5 กิโลเมตร – 8.5 กิโลเมตร แล้วแต่เส้นทาง ระหว่างทางมีความชัน และเหล่าดอกไม้ป่าหายากสีสันสวยงาม วิวด้านบนจุดชมวิวดอยหลวงเชียงดาว สามารถดูพระอาทิตย์ขึ้นและพระอาทิตย์ตก พร้อมมวลหมู่ดาวเต็มท้องฟ้า

16. บ้านระเบียงดาว

แวะโฮมสเตย์บรรยากาศชิวๆที่ บ้านระเบียงดาว อีกหนึ่งในจุดหมายปลายทางที่น่าสนใจไม่ไกลจากดอยหลวงเชียงดาว สัมผัสธรรมชาติกันได้แบบใกล้ชิด ในบรรยากาศชิลๆ ด้วยวิวภูเขาด้านหน้าที่พัก พร้อมอาหารอร่อยๆ

17. บ้านข้างวัด

แหล่งช้อปปิ้งสไตล์พื้นเมือง เดินเล่นในชุมชนชิคๆ บริเวณด้านใน มีบ้านกึ่งไม้กึ่งปูนเปลือย แบบ 2 ชั้น มีร้านขนาดเล็กๆ ตั้งอยู่ติดๆกัน ตกแต่งด้วยของเก่าดั้งเดิม ที่ให้กลิ่นอายตอนที่เรายังเด็กๆ มีสินค้าหลากหลายรูปแบบ ตั้งแต่ร้านกาแฟ คาเฟ่ ขนมหวาน โปสการ์ด ของที่ระลึก ผลงานศิลปะ มีการจัดตารางเรียน workshop ให้ได้มีกิจกรรมสนุกทำ เป็นต้น ซึ่งสิ่งต่างๆเหล่านี้เป็นจุดเด่นของโครงการ ‘บ้านข้างวัด’

18. วัดอุโมงค์

โลเคชั่นถ่ายทำละคร เรื่องรากนครา ที่ภายในดูลึกลับน่าค้นหาและแปลกตา ทำให้เป็นอีกหนึ่งที่เที่ยวเชียงใหม่ที่ไม่ควรพลาด วัดอุโมงค์ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของเมืองเชียงใหม่ บริเวณเชิงดอยสุเทพ ไปตามรอยละครรากนคราได้เลยที่ วัดอุโมงค์ เชียงใหม่

19. ผาช่อ

นครเพตราแห่งประเทศไทย ปรากฏการณ์ตามธรรมชาติที่เกิดจากการกัดเซาะของ ลมฝนจนทำให้แผ่นดินที่เชื่อกันว่าเมื่อหลายร้อยปี หรือพันปีก่อน ถูกยกตัวเป็น เนินเขาสูงตะกอนแม่น้ำปิงก่อตัวทับถมกันเป็นชั้นๆ ผ่านกลายเวลาและถูกกัดเซาะจนกลายเป็นหน้าผาและเสาดินที่มีรูปร่าง แปลกตา จนกลายเป็นที่เที่ยวเชียงใหม่ที่ชื่อว่า ผาช่อ

20. กิ่วแม่ปาน

เส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติกิ่วแม่ปาน เป็นเส้นทางเดินที่สามารถเดินได้ง่ายไม่ลำบากมากนักเหมาะแก่นักเดินป่ามือใหม่ที่ต้องการชมความงดงามของธรรมชาติอย่างเต็มที่ ทะเลหมอกขาวๆ พร้อมกับวิวภูเขาสลับซับซ้อนสุดลูกหูลูกตา เเละยังมีต้นไม้เมืองหนาวมากมาย ทั้งเฟิร์น มอส และต้นสนรวมถึงต้นกุหลาบพันปีที่เป็นไฮไลท์ของที่นี่

21. ป่าสนวัดจันทร์

หรือ ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงวัดจันทร์ ที่เที่ยวเชียงใหม่ ห่างจากตัวเมืองเชียงใหม่ประมาณ 4 ชั่วโมง ป่าสนวัดจันทร์ ดินแดนในฝันที่ถูกปกคลุมด้วยสายหมอก จากพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดลุยเดช ป่าสนที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย บรรยากาศคล้ายกับปางอุ๋ง จังหวัดแม่ฮ่องสอน

22. Canopy Walks ณ สวนพฤกษศาสตร์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์

ทางเดิน Canopy Walk ที่เที่ยวเชียงใหม่แห่งใหม่ เป็นแหล่งเรียนรู้และแหล่งอนุรักษ์ธรรมชาติ มีโซนทางเดินศึกษาธรรมชาติ มีความสูงจากพื้นดินถึง 20 เมตร และมีความยาวกว่า 400 เมตร ซึ่งถือว่าเป็นทางเดินลอยฟ้าที่มีขนาดยาวที่สุดในประเทศไทยด้วย

23. อุทยานแห่งชาติออบหลวง

ที่เที่ยวเชียงใหม่ ที่ยังไม่เป็นที่นิยมมากนัก แต่ที่นี่มีความสวยงามซุกซ่อนอยู่ อุทยานแห่งชาติออบหลวง เป็นทางเดินศึกษาธรรมชาติ โดยจุดไฮไลท์ของที่นี่ หินผาขนาดใหญ่สองฝั่งที่ดูเหมือนแตกแยกออกจากกันโดยมีสะพานเล็กๆ เชื่อมผืนดินทั้งสองฝั่งไว้

24. ผาขุนแตะ ดอยผ้าขาวน้อย

ที่เที่ยวเชียงใหม่ เส้นทางการเดินป่าเก่าแก่ ระหว่างทางขึ้นเขาก็จะมีธรรมชาติและจุดชมวิวให้ได้แวะชมอยู่เป็นระยะ ดอยผ้าขาวน้อย เหมาะสำหรับคนที่ชอบผจญภัย เพราะเส้นทางการเดินทางค่อนข้างลำบาก ทางแคบ ชัน และลื่นมาก แต่เมื่อขึ้นไปถึงจุดชมวิวแล้วจะพบกับวิวแบบพาโนราม่า มองไปทางไหนก็เห็นแต่ความเขียวขจี ป่าที่นี่สมบูรณ์

25. ป่าปงเปียง

เที่ยวนาขั้นบันไดหน้าฝน สัญญาณแห่งฤดูกาลทะเลหมอก ในบรรยากาศสุดฟิน ขลุกตัวอยู่กับธรรมชาติแบบใกล้ชิด พร้อมวิวสุดอลังการตระการตา ของนาขั้นบันไดที่สวยงามสุด ๆ อีกแห่งหนึ่งของเชียงใหม่

บ้านป่าบงเปียง เป็นหมู่บ้านของชาวเขาปกากะญอ มีพื้นที่ทำกินกันมาหลายรุ่น โดยปลูกทั้งข้าว ข้าวโพด และพืชผักต่าง ๆ บนเนินเขาสูง พร้อมกับชาวบ้านเปิดบ้านเป็นโฮมสเตย์ ที่พักป่าปงเปียงพร้อมอาหาร ในราคาเบาๆ

26. ขุนช่างเคี่ยน

ชมดอกนางพญาเสือโคร่ง ซากุระเมืองไทย บริเวณขุนช่างเคี่ยนทางขึ้นผ่านดอยสุเทพ ดอกนางพญาเสือโคร่งบานเต็มพื้นที่ในช่วงเดือน ธันวาคม-มกราคม บรรยากาศราวกับอยู่ประเทศญีปุ่น มีสายหมอกปกคลุมทั่วบริเวณ

ขอบคุณแหล่งที่มา    https://www.sanook.com

เที่ยวเหนือหน้าหนาว กับ 20 สถานที่ท่องเที่ยวโดนใจต้อนรับลมหนาว

เที่ยวเหนือหน้าหนาว เป็นอีกหนึ่งกิจกรรมอันดับต้น ๆ ของนักเดินทาง เราเลยหยิบเอาที่เที่ยวเหนือหน้าหนาว มาแนะนำกัน ไปดูว่าหน้าหนาวนี้เที่ยวไหนดี

เที่ยวเหนือหน้าหนาว เข้าสู่ช่วงฤดูหนาวอย่างเป็นทางการไปแล้ว หลายคนคงมีการจัดหาเวลาสำหรับวางแผนเดินทางไปท่องเที่ยวต้อนรับลมหนาว และการเที่ยวเหนือหน้าหนาวก็คงเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมอันดับต้นของนักเดินทาง วันนี้กระปุกดอทคอมเลยจะมาแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวภายในภาคเหนือกัน

อ๊ะ ๆ แต่ขอบอกก่อนนะจ๊ะว่าเที่ยวเหนือหน้าหนาวกับเราทริปนี้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่หลายคนอาจคุ้นชื่อ แต่ยังไม่มีโอกาสไปสัมผัสสักครั้ง เพราะนอกจากดอยอินทนนท์, ดอยอ่างขาง, ดอยแม่สลอง, ปาย, ปางอุ๋ง, ม่อนแจ่ม, ภูชี้ฟ้า หรือห้วยน้ำดัง ในภาคเหนือยังมีสถานที่ท่องเที่ยวแจ่ม ๆ ทะเลหมอกสวย ๆ ทิวทัศน์ที่งดงามอีกเพียบ อยากรู้แล้วใช่ไหมว่ามีที่ไหนบ้าง ถ้าอย่างนั้นเตรียมแพ็กกระเป๋าตามเราขึ้นเหนือเลย

เที่ยวเหนือหน้าหนาว

1. แม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่

เริ่มต้นกันที่ “แม่แจ่ม” อำเภอเล็ก ๆ ในจังหวัดเชียงใหม่ ดินแดนนครลับแลแห่งเมืองล้านนา โดดเดี่ยวท่ามกลางป่า ถูกโอบล้อมไปด้วยภูเขา อยู่ในอ้อมกอดของแม่น้ำอย่างอบอุ่น รอยยิ้มผู้คนเป็นมิตร สนิทกันเหมือนญาติ นี่คือเอกลักษณ์และคำนิยามความเป็นแม่แจ่มได้อย่างชัดเจน เพราะที่นี่ยังคงเงียบสงบ

มีหมู่บ้านอยู่ตามที่ราบและกระจัดกระจายอยู่ตามหุบเขาใหญ่น้อยที่ล้อมรอบเรียงรายอยู่ ชาวบ้านมีวิถีชีวิตที่เรียบง่าย อีกทั้งยังมีสถาปัตยกรรมที่งดงามมากมาย แต่สิ่งหนึ่งที่เป็นเสมือนไฮไลท์ของที่นี่ก็คือนาข้าวขั้นบันไดกว้างไกลสุดสายตา อีกทั้งยังมีสถานที่ท่องเที่ยว เช่น วัดป่าแดด, วัดกองกาน, วัดกองแขก, สถานีทดลองเกษตรที่สูงแม่จอนหลวง, สวนป่าแม่แจ่ม และหมู่บ้านทอผ้าซิ่นตีนจก ฯลฯ

2. บ้านแม่กลางหลวง จังหวัดเชียงใหม่

บ้านแม่กลางหลวง ตั้งอยู่บนดอยอินทนนท์ อำเภอจอมทอง เป็นที่ตั้งถิ่นฐานของชาวกระเหรี่ยงเผ่าปกาเกอะญอ ในฤดูฝนบ้านแม่กลางหลวงจะเขียวขจีไปด้วยทุ่งนาขั้นบันได ลดหลั่นเป็นขั้น ส่วนในฤดูหนาวก็งดงามไม่แพ้กัน และยังมีกิจกรรมเดินป่าศึกษาธรรมชาติหลากหลายเส้นทาง อาทิ เส้นทางเดินป่าดอยหัวเสือ เส้นทางดูนกห้วยน้ำขุ่น

และเส้นทางศึกษาธรรมชาติน้ำตกผาเสี่ยว เหมาะสำหรับผู้รักธรรมชาติที่ต้องการความเงียบสงบและเรียนรู้วิถีชีวิตชาวบ้าน

การเดินทางจากตัวเมืองเชียงใหม่ใช้ทางหลวงหมายเลข 108 (เชียงใหม่-ฮอด) ผ่านอำเภอหางดง อำเภอสันป่าตอง และอำเภอจอมทอง เป็นระยะทาง 50 กิโลเมตร แล้วไปยังอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ (ทางหลวงหมายเลข 1009) อีกประมาณ 26 กิโลเมตร เลี้ยวซ้ายเข้าสู่บ้านแม่กลางหลวง

3. ดอยเสมอดาว จังหวัดน่าน

ดอยเสมอดาว ตั้งอยู่ภายในอุทยานแห่งชาติศรีน่าน อำเภอนาน้อย จังหวัดน่าน เป็นบริเวณจุดชมวิวแห่งหนึ่งของอุทยาน มีพื้นที่เป็นลานกว้างตามสันเขา เหมาะเป็นอย่างยิ่งสำหรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการเดินทางมาดูดาว ดูพระอาทิตย์ขึ้นและตกดินในบริเวณเดียวกัน รวมทั้งสามารถชมทะเลหมอก จึงตั้งชื่อของสถานที่แห่งนี้ว่าดอยเสมอดาว

นอกจากนี้ยังมีสถานท่องเที่ยวบริเวณใกล้เคียงคือ “ผาหัวสิงห์” เป็นหน้าผาที่มีรูปร่างคล้ายสิงโตนอนหมอบ หันหน้าไปทางทัศตะวันออก สามารถมองเห็นวิวทิวทัศน์ได้ 360 องศา และเป็นจุดชมพระอาทิตย์ตกที่สวยงามอีกจุดหนึ่ง มีเส้นทางเดินสำรวจธรรมชาติ ให้ผู้รักการผจญภัยได้เพลิดเพลินไปกับความงามของธรรมชาติ

4. ดอยผาตั้ง จังหวัดเชียงราย

ดอยผาตั้ง ตั้งอยู่ใกล้ทางหลวงหมายเลข 1093 กิโลเมตรที่ 89 เป็นจุดชมวิวไทย-ลาว มีความสูง 1,635 เมตร และเที่ยวชมทะเลหมอกได้ตลอดปี ในเดือนธันวาคมถึงมกราคมจะมีดอกซากุระบาน และเดือนกุมภาพันธ์มีดอกเสี้ยวบานสะพรั่งงดงาม ซึ่งที่นี่เป็นที่ตั้งของหมู่บ้านชาวจีนฮ่อ ม้ง และเย้า โดยเฉพาะจีนฮ่อนั้น อดีตเคยเป็นส่วนหนึ่งของกองพล 93

ซึ่งอพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานอยู่ที่ดอยผาตั้ง ปัจจุบันประกอบอาชีพทางการเกษตร ปลูกพืชเมืองหนาว เช่น บ๊วย ท้อ สาลี่ แอปเปิล และชา

ทั้งนี้สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ จุดบริการนักท่องเที่ยวดอยผาตั้ง โทรศัพท์ 0 5391 8301 หรือองค์การบริหารส่วนตำบลปอ โทรศัพท์ 0 5371 0300, 0 5391 8265

5. วนอุทยานภูลังกา จังหวัดพะเยา

วนอุทยานภูลังกา ตั้งอยู่ภายในตำบลผาช้างน้อย อำเภอเชียงคำ และอำเภอปง จังหวัดพะเยา เป็นจุดชมวิวทะเลหมอกแห่งเดียวของจังหวัดพะเยา ชาวเขาเผ่าเย้าเรียกยอดดอยที่สูงที่สุดบนภูนี้ว่า “ฟินจาเบาะ” หมายถึง เป็นที่สถิตของนางฟ้าและเทวดา ซึ่งมีคำบอกเล่าถึงความมหัศจรรย์ว่าในวันเพ็ญขึ้น 15 ค่ำ จะมีแสงสีขาวเปล่งปลั่งเหนือยอดดอย อีกทั้งเป็นยอดดอยที่สวยงาม มีความสูง 1,720 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลาง

ทั้งนี้บนยอดภูมีพื้นที่แคบจุได้ไม่เกิน 10 คน สภาพพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นป่าดิบเขา มีต้นไม้ขนาดใหญ่จำนวนมาก ดอกไม้ป่า พันธุ์ไม้หายาก เช่น ต้นชมพูภูพาน, เนียมแดง, เอื้องสีตาล, เทียนธารา และสัตฤๅษี เป็นต้น สามารถศึกษาระบบนิเวศดั้งเดิมของป่าดิบเขาและต้นน้ำตามเส้นทางเดินเท้าศึกษาธรรมชาติ หรือชมทะเลหมอกที่สวยงาม

นอกจากนี้วนอุทยานภูลังกายังมีสถานที่น่าสนใจ ได้แก่ ดอยภูลังกา มีความสูงประมาณ 1,720 เมตร สามารถเฝ้าชมวิวทะเลเมฆหมอก ดอกไม้ป่า ชมอาทิตย์ขึ้นลงท่ามกลางทะเลภูเขาสวยงามมาก, ดอยภูลม มีความสูงประมาณ 1,600 เมตร สามารถชมวิวได้ 360 องศา, ทุ่งดอกโคลงเคลง เป็นต้นไม้พุ่ม ดอกสีม่วง มีลักษณะสวยงาม

ออกดอกบานสะพรั่งในช่วงปลายฝนต้นหนาวและช่วงเทศกาลสงกรานต์ ขึ้นรวมกันเป็นทุ่งกว้างและกระจัดกระจายทั่วไปในวนอุทยานภูลังกา, หินแยงฟ้า เป็นแท่งหินยื่นโผล่ขึ้นไปบนฟ้า อยู่ปลายสุดของยอดดอยภูลังกา, ป่าก่อโบราณ, น้ำตกภูลังกา, ลานหินล้านปี และร่องรอยตำนานผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ในอดีต

6. ดอยหัวแม่คำ จังหวัดเชียงราย

ดอยหัวแม่คำ อยู่สูงจากระดับทะเล 1,850 เมตร ตั้งอยู่ตำบลแม่สลองใน อำเภอแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย ดอยหัวแม่คำเป็นที่ตั้งหมู่บ้านชาวเขาขนาดใหญ่ ประกอบด้วยเผ่าลีซอ เป็นกลุ่มชนส่วนใหญ่ นอกจากนี้ยังมีอีก้อ ม้ง และมูเซอ ในช่วงเวลาซึ่งตรงกับตรุษจีนของทุกปี ชาวลีซอจะจัดงานประเพณีกินวอ ซึ่งเปรียบเสมือนวันขึ้นปีใหม่ ในวันนั้นชาวลีซอแต่งกายสวยงาม มีการกินเลี้ยง เต้นระบำ 7 วัน 7 คืน

และในเดือนพฤศจิกายนเป็นช่วงที่ดอยหัวแม่คำงดงามไปด้วยดอกบัวตองสีเหลืองสดใส บานสะพรั่งอยู่ทั่วไปตามแนวเขา เป็นจุดชมวิวพระอาทิตย์ขึ้นและทะเลหมอก ซึ่งบนดอยมีบริการบ้านพักบริการ ติดต่อเกษตรที่สูงหัวแม่คำ โทรศัพท์ 0 5391 8101

7. ดอยแม่สลอง

ดอยแม่สลอง เป็นที่ตั้งของหมู่บ้านสันติคิรี เดิมชื่อบ้านแม่สลองนอก เป็นชุมชนผู้อพยพจากกองพล 93 จากสหภาพพม่าเข้ามาในเขตไทย จำนวนสองกองพันคือ กองพันที่ 3 เข้ามาอยู่ที่อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ และกองพันที่ 5 อยู่ที่บ้านแม่สลองนอก ตั้งแต่ พ.ศ. 2504 ในเดือนธันวาคมถึงกุมภาพันธ์ ดอกนางพญาเสือโคร่งซึ่งเป็นซากุระพันธุ์ที่เล็กที่สุด สีชมพูอมขาวจะบานสะพรั่งตลอดแนวทางขึ้นดอยแม่สลอง เป็นพันธุ์ไม้ที่หาชมได้ยากในเมืองไทย เพราะเจริญเติบโตอยู่แต่เฉพาะในภูมิอากาศหนาวจัดเท่านั้น

โดยจุดน่าสนใจบนดอยแม่สลองคือการชมไร่ชาและศึกษาวิธีการผลิตชา ขี่ม้าชมทิวทัศน์รอบหมู่บ้านเจียงจาใส และศึกษาเรื่องราวและประวัติของชาวดอยแม่สลอง ณ อนุสรณ์สถานอดีตทหารจีนคณะชาติภาคเหนือ ประเทศไทย

8. ดอยวาวี จังหวัดเชียงราย

ดอยวาวี ตั้งอยู่ที่ตำบลวาวี อำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย เป็นชุมชนขนาดใหญ่ของชาวจีนฮ่อ กองพล 93 ซึ่งอพยพเข้ามาตั้งหลักปักฐานราว 50 ปีมาแล้ว โดยยึดอาชีพปลูกชาและผลไม้ท่ามกลางบรรยากาศอันสงบเงียบและทิวทัศน์งามของดอย สูงเช่นเดียวกับชุมชนดอยแม่สลอง แม้หมู่บ้านจะมีขนาดเล็ก

แต่ผู้มาเยือนจะได้สัมผัสกลิ่นอายชุมชนชาวจีนอันเรียบง่าย ราวกับอยู่ทางแถบยูนนานตอนใต้ของจีน บริเวณใกล้หมู่บ้านเป็นสถานที่ที่เขียวขจีด้วยไร่ชาที่ลดหลั่นตามลาดเขา ช่วยประดับทิวทัศน์ชุมชนและเทือกดอยให้งดงามชวนมอง

ใกล้กับดอยวาวีมีจุดชมทะเลหมอกอยู่บนดอยกาดผี ซึ่งเมื่อขึ้นไปยืนที่ชะง่อนผาสูง 1,500 เมตร จะสามารถมองเห็นทะเลหมอกหนาทึบเต็มหุบเขา พร้อมกับภาพอลังการของขุนเขาสลับซับซ้อนตามแนวเทือกดอยช้าง ดอยกาดผีอยู่ห่างจากดอยวาวีประมาณ 20 กิโลเมตร ตามเส้นทางค่อนข้างทุรกันดาร ค่อนข้างคดเคี้ยว เป็นถนนลาดยางตลอดเส้นทาง รถยนต์ทุกประเภทสามารถเดินทางได้

9. พระตำหนักดอยตุงและสวนแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย

พระตำหนักดอยตุง ตั้งอยู่ในเขตอำเภอแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย พระตำหนักดอยตุงเคยเป็นที่ประทับแปรพระราชฐานเพื่อทรงงานของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี มีรูปทรงผสมผสานระหว่างศิลปะล้านนากับชาเลย์ของประเทศสวิตเซอร์แลนด์ มีการแกะสลักไม้ตามกาแล

เชิงชายและขอบหน้าต่างเป็นลวดลายต่าง ๆ โดยฝีมือช่างชาวเหนือ รอบ ๆ พระตำหนักมีสวนดอกไม้หลากชนิด หลายสี ให้ความสวยงามสดชื่น โดยเฉพาะในฤดูหนาวจะเห็นหมอกจาง ๆ บริเวณยอดเขารอบพระตำหนัก

สำหรับสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจ ได้แก่ สวนแม่ฟ้าหลวง ตั้งอยู่ด้านหน้าพระตำหนักดอยตุง มีเนื้อที่ประมาณ 10 ไร่ เป็นสวนดอกไม้เมืองหนาว อาทิ ดอกซัลเวีย, พิทูเนีย, บีโกเนีย, กุหลาบ, ดอกลำโพง, ไม้มงคลต่าง ๆ ไม้ยืนต้นและซุ้มไม้เลื้อยอีกมากกว่า 70 ชนิด รูปปั้นต่อเนื่องฝีมือของ คุณมีเซียม ยิบอินซอย, หอแห่งแรงบันดาลใจ

เป็นอาคารแสดงพระราชประวัติสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีและพระราชวงศ์ มีห้องจัดแสดงนิทรรศการ 8 ห้อง เปิดให้เข้าชมทุกวัน และยังมีร้านขายของที่ระลึก เสื้อผ้าไหม ผลิตภัณฑ์จากโครงการหลวง ทั้งผัก ผลไม้ ดอกไม้ พันธุ์ไม้ต่าง ๆ ให้ซื้อกลับไปเป็นของฝากอีกด้วย

ทั้งนี้สำหรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการเข้าชมทั้งพระตำหนักดอยตุง สวนแม่ฟ้าหลวง และหอแห่งแรงบันดาลใจ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทรศัพท์ 0 5376 7015-7 หรือเว็บไซต์ www.doitung.org และ เฟซบุ๊ก DoiTung Club

10. สันป่าเกี๊ยะ จังหวัดเชียงใหม่

สถานีวิจัยเกษตรที่สูงป่าเกี๊ยะดอยเชียงดาว เป็นหน่วยงานของคณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ อยู่ในทำเลที่มองเห็นเทือกดอยหลวงเชียงดาวได้อย่างชัดเจนและสวยงาม มีนกหลายชนิดที่เห็นอยู่ตลอด เช่น นกเขียวก้านตองสีส้ม นกติ๊ดใหญ่ นกไต่ไม้หน้าผากกำมะหยี่ นกกะรองทองแก้มขาว และอีกหลายชนิด ช่วงฤดูหนาวจากที่พักในช่วงเช้าจะมองเห็นทะเลหมอกหนา

กลางคืนจะเห็นดาวเต็มท้องฟ้าส่องแสงระยิบระยับจากเมืองเชียงดาว

สำหรับนักท่องเที่ยวที่สนใจ สามารถติดต่อขออนุญาตจากคณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่เสียก่อน โดยติดต่อสถานีวิจัยเกษตรที่สูงป่าเกี๊ยะดอยเชียงดาว คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ อย่างน้อย 10 วันล่วงหน้า โทรศัพท์ 0 5322 2014, 0 5394 4052

11. อุทยานแห่งชาติดอยผากลอง จังหวัดแพร่

อุทยานแห่งชาติดอยผากลอง มีพื้นที่ทั้งสิ้น 112,500 ไร่ ตั้งอยู่ภายในอำเภอลอง จังหวัดแพร่ ลักษณะภูมิประเทศเป็นเทือกเขาและหน้าผาสูง เป็นแหล่งกำเนิดของลำธารต่าง ๆ ซึ่งไหลลงสู่แม่น้ำยม สภาพโดยทั่วไปเป็นป่าเบญจพรรณ โดยมีสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจภายในอุทยานฯ ได้แก่ สวนหินมหาราช เป็นกลุ่มก้อนหินขนาดใหญ่มาก

แต่ละก้อนมีรูปร่างต่าง ๆ กลุ่มก้อนหินนี้ตั้งเรียงรายอยู่ท่ามกลางป่าเต็งรัง ตรงบริเวณทางเข้าที่ทำการอทุยาน

ภูเขาหินปะการัง พื้นที่ที่เกิดจากการยุบตัวของเปลือกโลก และการชะล้างพังทลายของหินที่ใช้เวลาหลายล้านปี มีลักษณะคล้ายปะการัง มีเส้นทางศึกษาธรรมชาติ ประมาณ 1,100 เมตร เป็นเส้นทางระยะสั้น แต่ค่อนข้างทรหด เพราะทางบางช่วงเป็นหินแหลมคม ผู้ที่มาท่องเที่ยวควรใส่รองเท้าผ้าใบให้รัดกุม

และควรเดินในช่วงเช้าที่ยังไม่มีแดดจัด ระหว่างทางจะพบแอร์ธรรมชาติ ซึ่งเกิดจากลมพัดเอาความชื้นออกมาจากถ้ำโดยผ่านปากถ้ำแคบ ๆ จะทำให้ผู้ที่สัมผัสอากาศนี้รู้สึกเย็นเหมือนได้รับความเย็นจากเครื่องปรับอากาศแต่มีความสดชื่นมากกว่า เลยไปจะเป็นจุดชมวิวหินปะการัง

นอกจากนี้ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวอื่น ๆ ในอุทยาน ได้แก่ แก่งหลวง และถ้ำเอราวัณ ซึ่งอยู่ที่ตำบลบ้านปิน อำเภอลอง สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ โทรศัพท์ 0 5450 1145, 0 5450 1701

12. ดอยหัวหมด จังหวัดตาก

ดอยหัวหมด ตั้งอยู่ในเขตอำเภออุ้มผาง และอำเภอแม่สอด จังหวัดตาก ลักษณะเป็นเขาหินปูนที่ทอดแนวยาวติดต่อกันหลาย มีความยาวประมาณ 30 กิโลเมตร กว้าง 2 กิโลเมตร บนภูเขานี้ไม่มีต้นใหญ่ขึ้น มีแต่ต้นหญ้าและไม้ดอกเตี้ย …