Press "Enter" to skip to content

ล่องใต้เที่ยวสตูล จังหวัดมหัศจรรย์เที่ยวได้ไม่มีเบื่อ เรียบง่าย สงบ

ล่องใต้เที่ยวสตูล “เรียบง่าย สงบ และธรรมชาติบริสุทธิ์” ดูจะเป็นคำนิยาม (ส่วนตัว) ที่ขอมอบให้กับจังหวัดสตูล จังหวัดเล็ก ๆ ที่ยังคงไว้ซึ่งความสวยงามของธรรมชาติและวัฒนธรรมอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว

ล่องใต้เที่ยวสตูล ในครั้งนี้การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ได้พาเรามุ่งหน้าสู่จังหวัดสตูล เพื่อสัมผัสแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติและวิถีชีวิตที่เรียบง่ายของผู้คน แต่สตูลจะมีของดีของเด็ดอะไรซ่อนอยู่บ้างนั้น ตามไปดูกันเลย

ล่องใต้เที่ยวสตูล

 

เยือน “ถ้ำเลสเตโกดอน”

จากปี พ.ศ. 2551 ที่ “ถ้ำเลสเตโกดอน” ตกเป็นข่าวครึกโครมในหน้าหนังสือพิมพ์ หลังจากที่ นายยุทธนันท์ แก้วพิทักษ์ กับเพื่อนอีก 3 คน ได้เดินทางเข้าไปในถ้ำเพื่อจับกุ้งและได้พบกับซากดึกดำบรรพ์ชิ้นหนึ่งเข้าโดยบังเอิญ และเมื่อซากดำบรรพ์ชิ้นนั้นได้รับการพิสูจน์ จึงได้รู้ว่าเป็นซากช้างดึกดำบรรพ์สกุลสเตโกดอน ซึ่งมีชีวิตอยู่ในช่วงสมัยไพลสโตซีน (ประมาณ 1.8 ล้านปีก่อน) ปรากฏการณ์นี้สร้างความพิเศษให้ถ้ำเลสเตโกดอนเป็นหนึ่งในความมหัศจรรย์ทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นในจังหวัดสตูล

เปิดหน้าผจญภัยใน “ถ้ำเลสเตโกดอน”

จุดสังเกตแรกที่ทำให้รู้ว่าเราเดินทางมาถึงถ้ำเลสเตโกดอน (นอกจากป้ายชื่อที่เขียนหน้าทางเข้า) แล้วนั้น เห็นจะเป็นช้างสเตโกดอนที่ยืนเด่นเป็นสง่าอยู่ตรงปากทางเข้าถ้ำ จุดนี้เราจะเห็นเรือคายักที่จอดรอบริการเราอยู่ โดยจะมีกลุ่มชาวบ้านท้องถิ่นรอบริการนำเที่ยวตลอดเส้นทางลอดถ้ำแห่งนี้ บนเรือจะมีอุปกรณ์เสื้อชีพ ไฟฉาย และหมวดกันกระแทก เหล่านี้เป็นอุปกรณ์ป้องกันอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นระหว่างเที่ยวชมถ้ำ โดยคิดค่าบริการ 300 บาทต่อคน (*** ทั้งนี้อาจมีการปรับเปลี่ยนราคาขึ้นภายหลัง) และก่อนที่การผจญภัยของเราจะเริ่มขึ้น เราก็ได้รับคำเตือนจากเจ้าถิ่นที่นี่ว่า “มาเที่ยวที่นี่…ต้องพกจินตนาการมาด้วยนะครับ” ตอนแรกเราก็นึกสงสัยว่ามาเที่ยวถ้ำทำไมต้องใช้จินตนาการขนาดนั้น ไม่ได้มาดูงานศิลปะสักหน่อย เอาเป็นว่าอีกไม่นานคุณก็จะถึงบางอ้อ

 

ล่องเรือเข้ามาในถ้ำไม่นาน เราก็รับรู้ได้ถึงความกว้างใหญ่ของถ้ำที่มีระยะทางยาวรวมกว่า 4 กิโลเมตร แสงนำทางเดียวดูเหมือนจะเป็นไฟฉายคู่ใจที่พกมาก่อนเข้าถ้ำ ทันทีที่แสงของไฟฉายตกกระทบผนังถ้ำ ฉับพลันอดไม่ได้ที่ตะอุทานในใจว่า “โอ้โห !!!” เพราะสิ่งที่เราเห็นตรงหน้าคือเหล่าบรรดาหินงอกหินย้อยที่แตกแขนงเรียงตัวตลอดแนวความยาวของผนังถ้ำ ในขณะที่หูก็ได้ยินเสียงน้ำไหลฟังดูราวกับเสียงดนตรีเป็นท่วงทำนองประกอบการเดินทาง และถ้าลองปิดไฟฉายดูจะพบว่าไม่มีแสงเล็ดลอดเข้ามารบกวนความมืดของถ้ำนี้เลย พายเรือต่อมาไม่นานเราก็เจอกับไฮไลท์จุดแรกคือ “สาวผมแดง” หินย้อยสีแดงขนาดใหญ่ มองดี ๆ จะเหมือนกับผมของผู้หญิงที่ยาวสยาย ใครเห็นเป็นต้องถ่ายภาพเก็บกลับไปทุกคน

 

ตลอดระหว่างการเดินทางภายในถ้ำเลสเตโกดอน ไม่ว่าจะแหงนหน้ามองไปทางไหนเราก็จะพบเห็นแต่ความสวยงามของหินงอกหินย้อยน้อยใหญ่ ที่ส่องประกายระยิบระยับสวยงาม ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานแค่ไหนที่เราตกอยู่ในภวังค์ความสวยงามนั้น จนสะดุ้งตัวอีกทีก็เมื่อตอนได้ยินเสียงเรียกให้ดูอีกหนึ่งจุดไฮไลท์ของถ้ำ ที่ชาวบ้านเรียกกันว่า “แมงกะพรุนยักษ์” ด้วยเพราะรูปร่างของมันดันเหมือนกับแมงกะพรุนในท้องทะเล แต่จะติดตรงที่ว่าเจ้าแมงกะพรุนตัวนี้คงเบื่อน้ำทะเลเลยหนีมาอยู่ในถ้ำ

 

และแล้วก็ถึงบางอ้อ เมื่อพี่ไกด์ท้องถิ่นหยุดเรือให้เราปลดปล่อยจินตนาการไปกับหินงอกหินย้อยหลากหลายรูปทรง บางครั้งเราอดนึกไม่ได้ว่าที่นี่คงเต็มไปด้วยร่องรอยแห่งจินตนาการของผู้คนมากมายที่แวะเวียนมาที่นี่ และคงเป็นสาเหตุนี้หรือเปล่า ? ที่ทำให้ถ้ำแห่งนี้ยังคงสวยงาม คงเป็นเพราะเราต่างไม่อยากให้ใครเข้ามาทำลายจินตนาการของเรา ถึงกระนั้นใช้เวลาอยู่นานกว่าจะเจียระไนจินตนาการตัวเองออกมาบ้าง มองดูแล้วหินบางก้อนก็มีลักษณะคล้ายปลีกกล้วยห้อยลงมา บ้างก็เป็นแท่งเหล็กแหลมลงมาจากเพดานถ้ำ บ้างลดหลั่นเป็นชั้น ๆ คล้ายบันได บ้างก็มีประกายกากเพชรแวววาว ชวนหลงใหลอย่างประหลาด ขอเตือนว่า !!! การมาเที่ยวถ้ำแบบนี้ นักท่องเที่ยวทุกคนพึงระลึกเสมอว่าอย่าเอามือไปจับหินเหล่านี้เด็ดขาด เพราะหินเหล่านี้ยังมีชีวิตอยู่ กว่าจะโชว์ความสวยงามให้เราได้เห็นต้องใช้เวลาเป็นพัน ๆ ปี การเอามือไปแตะเพียงครั้งเดียวนั่นอาจทำให้หินตายลงทันที

โบกมือลา “ถ้ำเลสเตโกดอน”

ทันทีที่เรามองเห็นฝูงค้างคาวเกาะอยู่ที่ผนังถ้ำ เป็นอันรู้กันว่าเรากำลังมาสุดปลายอุโมงค์ถ้ำแล้ว รวมระยะเวลาผจญภัยประมาณหนึ่งชั่วโมงครึ่งถึงสองชั่วโมง (เพราะมีบางช่วงที่น้ำในถ้ำมีความตื้น ทำให้เรือติดสันดอน ช่วงเวลานี้นักท่องเที่ยวจำเป็นต้องใช้วิทยายุทธส่วนตัวปีนป่ายเกาะเกี่ยวหิน เพื่อรอให้พี่ไกด์ยกเรือข้ามสันดอน แล้วค่อยลงเรือต่อไป) ทันทีที่ออกจากถ้ำ เราจะเห็นความสมบูรณ์ของป่าชายเลนตลอดสองฟากฝั่งแม่น้ำ เรานั่งเรือออกจากถ้ำใช้เวลาเดินทางอีกประมาณครึ่งชั่วโมง จนเดินทางถึงท่าเรือโดยสวัสดิภาพ นับเป็นการโบกมือลาถ้ำเลสเตโกดอนอย่างสมบูรณ์ เป็นการผจญภัยเล็ก ๆ ในถ้ำใหญ่ที่สนุกถึงใจทุกย่างก้าว

 

หลงใหลวัฒนธรรมพี่น้องชาวไทยมุสลิมในสตูล

นอกเหนือจากความสวยงามธรรมชาติแบบอันซีนแล้ว ผู้คนตลอดจนวิถีชีวิตความเป็นอยู่ที่นี่ ดูจะอีกสิ่งหนึ่งที่ช่วยสร้างเสน่ห์ให้กับจังหวัดสตูล อย่างที่เรารู้กันดีว่าประชากรในจังหวัดสตูลส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลาม หากแต่ความต่างทางศาสนาไม่ใช่อุปสรรคสำคัญในการอยู่ร่วมกันบนพื้นแผ่นดินไทย ไม่แปลกใจที่พี่น้องชาวมุสลิมที่นี่จะต้อนรับพวกเราด้วยรอยยิ้ม ความเป็นกันเอง และอัธยาศัยที่เรียบง่าย เท่านี้ก็เพียงพอที่จะทำให้แขกผู้มาเยือนอย่างพวกเรารู้สึกอบอุ่นขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก และเมื่อวันที่ 26 กันยายน 2558 ทางจังหวัดสตูลได้จัดงาน “รายานาชาติสตูล 2015” หรือ “Satun Raya Festival 2015” ซึ่งเป็นการร่วมมือกันระหว่างระหว่างเทศบาลเมืองสตูลกับสมาคมส่งเสริมการเสริมการท่องเที่ยวจังหวัดสตูล โดยหวังที่จะใช้งานนี้เป็นช่องทางประชาสัมพันธ์อัตลักษณ์ของชาวไทยมุสลิมที่สวยงามของชาวสตูล และเพื่ออนุรักษ์วัฒนธรรมท้องถิ่นให้อยู่คู่จังหวัดสืบไป

 

อลังการเฉลิมฉลองพี่น้องมุสลิม

ก้าวแรกเมื่อเราเดินเข้าไปในงาน จะต้องเป็นอันสะดุดกับฮิญาบหลากสีสัน ผู้คนที่มาร่วมงานในวันนั้นส่วนใหญ่มีตั้งแต่เด็กจนถึงคนชรา งานนี้ไม่มีใครห่วงตีนกาและริ้วรอยที่ปรากฏบนใบหน้าเลยสักคน เพราะทุกคนต่างพกรอยยิ้มกันมาตั้งแต่บ้าน สีสันของงานคงหนีไม่พ้นขบวนพาเหรดวัฒนธรรม 3 เชื้อชาติ ได้แก่ ไทย มาเลเซีย และอินโดนีเซีย ที่รอตั้งริ้วขบวนเป็นแนวยาว ในฐานะผู้สังเกตการณ์ เราจึงเห็นอากัปกิริยาของผู้คนเหล่านั้นอยู่ห่าง ๆ บ้างก็ดูเหน็ดเหนื่อยเพราะอากาศที่ร้อน บ้างก็ยิ้มไม่หยุด บ้างก็พูดคุยกันเหมือนไม่ได้เจอหน้ากันมานาน แต่ทั้งหมดนี้ทุกคนต่างมีความยินดีที่จะมาร่วมเฉลิมฉลอง ซึ่งเปรียบเสมือนเทศกาลวันขึ้นปีใหม่ของพี่น้องชาวมุสลิม และถือเป็นงานรื่นเริงงานใหญ่งานหนึ่งของจังหวัด

 

เหล่านี้เป็นสิ่งที่สะท้อนให้เราเห็นถึงมิตรภาพพี่น้องมุสลิมชาวไทยและเพื่อนบ้าน ที่ไม่ว่าจะคุณจะเป็นคนเชื้อชาติและศาสนาใดก็ตาม ก็สามารถเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของงานในวันนั้นได้ เพียงแค่คุณเปิดใจรับในความต่าง เท่านี้คุณจะได้สัมผัสวัฒนธรรม ประเพณีอันยิ่งใหญ่งานหนึ่งของพี่น้องชาวไทยมุสลิม อีกทั้งยังเป็นการแสดงให้เห็นถึงศักยภาพทางวัฒนธรรมที่แข็งแรงของจังหวัดสตูลอีกด้วย

 

แสงสีทองกำลังลาลับขอบฟ้า นั่นอาจเป็นสัญญาณเตือนให้เรารู้ว่า เมื่อถึงวันพรุ่งนี้ความสวยงามทั้งหมดที่เราพบเจอในวันนี้จะกลายเป็นความทรงจำ แต่อย่างน้อยที่สุด…เสี้ยวหนึ่งในความทรงจำของเราก็ถูกเมมโมรี่ไว้ว่า “สตูล” เป็นเพชรเม็ดงามอีกเม็ดหนึ่งของภาคใต้ฝั่งอันดามัน อันเป็นจุดหมายปลายทางท่องเที่ยวที่จะไม่มีวันเสื่อมคลาย

Be First to Comment

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *